Ladyinter.com Homepage
Forum Home Forum Home > Lady Friends > สะใภ้ ใบเมเปิ้ล / Canada > *สะใภ้ ใบเมเปิ้ล / Canada
  New Posts New Posts RSS Feed: รู้ทันกฎหมาย (รัก) ก่อนแต่งงาน
  FAQ FAQ  Forum Search   Register Register  Login Login

รู้ทันกฎหมาย (รัก) ก่อนแต่งงาน

Author
Phanaphat View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 13 Feb 2011
Online Status: Offline
Posts: 442
Post Options Post Options   Quote Phanaphat Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Topic: รู้ทันกฎหมาย (รัก) ก่อนแต่งงาน
    Posted: 30 Sep 2011 at 09:39 - IP: 124.120.180.223 IP Information
เครติดจาก : นสพ คมชัดลึก คอลัมน์ “รู้ทันกฎหมาย” โดยคุณ ศรัณยา ไชยสุต

รู้ทันกฎหมาย (รัก) ก่อนแต่งงาน


จะหย่าจะแต่ง..ก็ต้องรู้ไว้ "สินสมรส-สินส่วนตัว"

เงินทองเป็นของนอกกาย แต่ก็น้อยคนนักที่จะหักใจ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง หรือ พ่อแม่ลูกก็ตาม เงินก็ทำให้ความรักของคนเหล่านั้นหดหายไปได้

หลายคู่ที่แต่งงานโดยไม่ได้คำนึงถึงเธอรวย หรือ ฉันจน หรือใครจะคุมกองคลังของครอบครัว แต่เมื่อความรักล่มสลาย

ทั้งสองฝ่ายต่างต้องประหลาดใจที่กฎหมายระบุต่างจากที่น่าจะเป็น หลายรายเป็นฝ่ายเข้ามาควบคุมกำกับดูแลการใช้จ่ายในครอบครัว แต่เอาเข้าจริงกลับต้องสูญเสียสิ่งที่คิดว่าเป็นสิทธิของตัวเอง เพราะกฎหมายกับความเข้มใจนั้นเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

 

เมื่อแต่งงานกันแล้ว ทรัพย์สินจะถูกจัดสรรเป็นส่วน คือ

 1. ส่วนที่เป็นสินสมรส (คือ เป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกัน มีส่วนแบ่งกันคนละครึ่ง) กับ

 2. ส่วนที่เป็นสินส่วนตัว (คือ เป็นทรัพย์สินของใครของมัน ไม่กระเด็นไปยังภรรยาหรือสามี) 

แต่อาจจะสับสนบ้างว่า อย่างไหนที่จะส่วนตัว อย่างไหนที่จะร่วมกันเป็นเจ้าของตามกฤหมาย

“สินสมรส” คือ ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส และบรรดาที่เป็นสินส่วนตัวด้วย ส่วนสินส่วนตัวนั้น ได้แก่ ทรัพย์สินที่มีอยู่แล้วก่อนสมรส หรือบรรดาที่เป็นเครื่องใช้ส่วนตัวทั้งหลาย จนถึงเครื่องประดับตามฐานะ รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ แต่หลายคนก็ไม่รู้ว่านอกจากนั้นแล้ว กฎหมายยังขยายความถึงทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสที่มีคนยกให้หรือได้มรดกมาด้วย แต่ถ้ายกให้หรือเป็นมรดกตามพินัยกรรมที่ระบุว่าให้เป็นสินสมรส ก็ต้องเป็นสินสมรส

เรามักได้ยินข่าวที่พ่อแม่ไม่อยากยกที่ดินให้ลูกสาวที่แต่งงานแล้ว เพราะกลัวจะกลายเป็นสินสมรส แท้จริงแล้ว การยกให้ในระหว่างสมรส ไม่ได้ทำให้ทรัพย์สินนั้นกลายเป็นสินสมรส เว้นเสียแต่ระบุในหนังสือยกให้ว่าเป็นสินสมรส ยิ่งถ้าเป็นมรดกก็แน่นอนที่จะเป็นสินส่วนตัว คู่สมรสจะได้ส่วนแบ่งในสินส่วนตัวต่อเมื่อเราจากโลกนี้ไปแล้ว สินส่วนตัวจึงกลายเป็นมรดก

เวลาจะแต่งงานก็ไม่ค่อยคิดเรื่องนี้ จะมานึกออกก็ตอนต้องแบ่งสมบัติ ซึ่งมักจะแบ่งตอนที่ฝ่ายหนึ่งอยากหย่ากับอีกฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะบ้านที่ใช้เป็นเรือนหอของเขาและเธอที่เคยสร้างด้วยเงินส่วนตัวของฝ่ายหนึ่ง หรือจากการที่พ่อแม่ของฝ่ายหนึ่งยกให้เป็นของขวัญแต่งงาน

แบบนี้ไม่เหมือนการให้ของขวัญในวันฉลองแต่งงานที่ถือซอง ถือของกันมาเอิกเกริก อย่างนั้นเป็นการให้ที่ชัดเจน ให้แก่คู่บ่าวสาว
ทั้งสองเนื่องในโอกาสแต่งงาน เป็นสินสมรสแน่นอน แต่ถ้าให้ที่ดิน บ้าน จะให้แน่ต้องสืบตามที่กฎหมายว่าไว้ก็คือ การให้จะมีผลสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนการให้ที่สำนักงานที่ดิน และในการให้ที่จะเป็นสินสมรสนั้น กฎหมายก็เขียนไว้ชัดแจ้งว่า การให้เป็นหนังสือยกให้ต้องระบุว่าเป็นสินสมรส ซึ่งจะเป็นสินสมรส ดังนั้น ถ้าจะให้ใครคนนึงหรือจะให้ทั้งสอง ก็ควรระบุให้ชัดเจน

ยกตัวอย่าง เช่น เสกสรรมีเงินฝากในธนาคารก่อนแต่งงาน เป็นเลข 6 หลัก เขาไม่คิดจะปกปิดภรรยาเพราะทราบดีว่า ถึงรู้ไปก็ไม่น่าเดือดร้อน เพราะเขามีบัญชีร่วมระหว่างเขากับภรรยาแล้ว ส่วนบัญชีเดิมเป็นสินส่วนตัวของเขา แต่หลังจากที่เขากับเธอมีปัญหาจนถึงขั้นแยกทางกัน เงินในบัญชีส่วนตัวของเขาก็ถูกนำมาเป็นเงื่อนไขในการแบ่งสมบัติ และนำไปสู่การฟ้องศาล

ตามกฎหมาย แม้เงินฝากที่ธนาคารในบัญชีของเสกสรร จะเป็นเงินส่วนตัวที่มีก่อนสมรส แต่ในการฝากเงินย่อมต้องมีดอกผลงอกเงย ภรรยาของเสกสรรไม่ลืมข้อนี้ เธอจึงอ้างเอาดอกเบี้ยเงินฝากของบัญชีดังกล่าว ซึ่งถือเป็นสินสมรสมาขอแบ่งด้วย เมื่ออยู่ด้วยกันกว่า 6 ปี จึงมีเงินฝากหลายล้าน งานนี้อดีตคุณผู้หญิงของเสกสรรมีส่วนแบ่งจากดอกเบี้ยไม่น้อยทีเดียว

ชื่อที่ปรากฏในเอกสารแสดงความเป็นเจ้าของ ก็ไม่ได้หมายความว่า จะทำให้สินสมรสกลายเป็นสินส่วนตัว เพราะกฎหมายกล่าวว่า ถ้ากรณีที่สงสัยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ฝ่ายที่เถียงว่าไม่ใช่ ต้องมีภาระหน้าที่พิสูจน์ให้ได้ ถ้าเสกสรรเห็นว่า ตัวเองทำงานงกเงิ่นอยู่คนเดียว จึงสมควรควบคุมดูแลด้านการเงินทุกอย่างอยู่ในชื่อตัวเขาเอง เงินทองทรัพย์สินเหล่านนั้นก็ยังเป็นสินสมรสอยู่ดี แม้จะไม่มีชื่อภรรยาปรากฏอยู่ก็ตาม

ไม่ว่าจะมีชื่อใครอย่างไร แต่เมื่อเป็นสินสมรสแล้ว กฎหมายให้อำนาจทั้งสองฝ่าย ในการจัดการทรัพย์สินนั้นได้โดยอิสระไม่ต้องมาขออนุมัติก่อน เว้นแต่เสียบางเรื่องที่อาจจะกระทบกระเทือนถึงความมั่นคงทางการเงินของครอบครัว กฎหมายก็จะบังคับให้ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง

 อีกตัวอย่างหนึ่ง ก็คือ พิเชษฐ์ทำงานเป็นนิติกร อยู่ฝ่ายเร่งรัดหนี้สินในบริษัทแห่งหนึ่ง เขาได้อาศัยโอกาสเกี่ยวข้องเรื่องที่ดินนำมาซื้อขายอยู่เนืองๆ แต่ภรรยาของเขาไม่รู้เรื่องนี้เท่าใดนัก รู้เพียงว่า พิเชษฐ์มีที่ดินอยู่ในเมืองหลายแปลง ปล่อยขายได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เธอก็สงสัยว่า ทำไมไม่มีการมาขออนุญาตตามกฎหมายจากเธอ

ในทางปฎิบัติ เจ้าพนักงานที่ดินไม่มีวันรู้ว่า พิเชษฐ์แต่งงานหรือไม่ เพราะไม่ได้เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ ดังนั้น ในการขายที่ดินเขาจึงลอยตัวโดยแสดงต่อเจ้าพนักงานว่าตนเป็นชายโสด เว้นเสียแต่จะมีหลักฐานปรากฏให้เห็น เช่น สำเนาทะเบียนบ้านที่อยู่หลังเดียวกับลูกๆ และระบุชื่อแม่ของลูกไว้ (การแจ้งเท็จมีความผิดทางอาญา) ซึ่งถ้าถือตามกฎหมายแล้ว การขายที่ดินที่เป็นสินสมรส (เพราะได้มาในระหว่างแต่งงาน) จะต้องได้รับความยินยอมจากภรรยาเขา

แต่ในการซื้อนั้น กฎหมายไม่ได้บังคับไว้ คงเป็นเพราะการซื้อของเข้าบ้าน น่าจะเป็นการทำให้หลักทรัพย์ของครอบครัวมากขึ้น ไม่กระทบถึงความมั่นคงทางการเงินของครอบครัว จึงไม่ต้องขอความยินยอม

หรือกรณีที่สามีมีภรรยาหลายบ้าน และถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินขอให้จัดการให้สามีเซ็นยินยอมในการซื้อที่ดิน ถ้าหย่าก็ต้องเอาใบหย่ามา  ถ้าเป็นหม้ายก็เอามรณบัตรมา  ซึ่งตามกฎหมายแล้ว การซื้อที่ดินไม่ต้องขอความยินยอมจากคู่สมรส  โดยอาจเป็นระเบียบภายในที่ทำกันไว้ในยุคที่ใช้กฎหมายเก่า ซึ่งกำหนดให้ภรรยาไม่มีความสามารถทำนิติกรรมถ้าสามีไม่อนุญาต

แล้วถ้างุบงิบซื้อที่ดินให้มือที่สาม หรือมีการโยกบัญชีซุกหุ้นที่ซื้อมาให้สาวอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาแล้ว บรรดาภรรยาหลวงมีสิทธิตามกฎหมายที่จะตามล้างตามล่ากันได้

********************************************




Edited by Phanaphat - 30 Sep 2011 at 10:10
Back to Top
Phanaphat View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 13 Feb 2011
Online Status: Offline
Posts: 442
Post Options Post Options   Quote Phanaphat Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 30 Sep 2011 at 09:50 - IP: 124.120.180.223 IP Information
สัญญาก่อนสมรส


ว่าจะแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝากับเขาสักที อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับหลายคน ก่อนตัดสินใจแต่งงานก็มีการสาบานว่า จะรักกันวันตาย สัญญิงสัญญากันไว้ในเรื่องความรักความซื่อสัตย์จนจำไม่หวาดไม่ไหว ว่าได้สัญญาอะไรไปบ้าง แต่มีอยู่อย่างที่เรื่มนิยมกัน ก็คือ การทำสัญญาเอาไว้ในเรื่องทั้งหลายของคู่บ่าวสาว รวมทั้งเรื่องของทรัพย์สินเงินทอง

ถ้าทำสัญญาระหว่างสมรสกันในเรื่องทรัพย์สินแล้ว อย่าได้เอาโล้เอาพายอะไรมากมาย หากทำไปเพราะมีการบอกล้างกันไดภรรยาทั้งหลายจึงใช้ทำเสียก่อนแต่งงานซึ่งก็เป็นการดี แต่ขอบอกอีกหน่อยว่า แม้จะทำอย่างนี้ก็คงมีขั้นตอนบางอย่าง

สัญญาก่อนสมรสต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินอีกนั่นเอง  ข้อตกลงพวกนี้ไม่เพียงจะลงชื่อพร้อมพยานเท่านั้น จะต้องนำไปจดแจ้งไว้เป็นหลักฐานในทะเบียนสมรสด้วย จะทำแบบไหนไม่ว่า เช่น ทำเป็นหนังสือสัญญาแล้วนำไปจดในทะเบียนสมรสหรือให้เจ้าหน้าที่นายทะเบียนจดแจ้งให้ก็ได้  การจดแจ้งนี้ต้องทำพร้อมการจดทะเบียนสมรส แน่นอนว่าถ้าทำก่อนก็คงไม่มีใครเขาทำให้ แต่ถ้าทำหลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว สัญญานั้นก็จะกลายเป็นสัญญาระหว่างสมรสไป และถ้าไม่จดแจ้งแทงเอาไว้กฎหมายก็ให้สัญญานั้นเป็นโฆษะ

ของพรรค์นี้อยู่ที่ศิลปะในการเจรจาว่า จะทำสัญญากันก่อนดีไหม และจะตกลงกันอย่างไรในเรื่องของทรัพย์สิน และต้องให้แน่ใจว่า ใช่อย่างที่ต้องการ เพราะขืดทำไว้แล้ว อยู่ๆกันไปจะมาขอเปลี่ยนแปลงแก้ไข ใช่ว่าจะทำได้เลย ต่อให้ทั้งสองฝ่ายยินยอมเต็มใจอย่างไร กฎหมายก็ไม่ยอมให้แก้ไขกันง่ายๆ เดี๋ยวไม่ศักดิ์สิทธิ์ จะต้องมีขั้นตอนที่ต้องไปทำที่ศาล โดยยื่นคำร้องขอให้ศาลอนุญาตเสียก่อน เมื่อศาลตรวจสอบพิจารณาโดยไตร่สวนสอบถามความนัยแล้ว จึงมีคำสั่ง จากนั้นก็นำคำสั่งไปแสดงต่อนายทะเบียนเพื่อจดแจ้งไว้ในทะเบียนสมรส 

เห็นหรือยังว่ามันขลังขนาดไหน มีผลผูกผันแน่นแฟ้นต่อกันขนาดที่พร้อมใจกันเปลี่ยนแปลงแก้ไข ยังต้องให้ศาลมาดูแลเสียก่อนเลยแต่ถึงจะเข้มขนาดไหน กฎหมายก็ไม่ให้กระทบกระเทือนสิทธิของบุคคลภายนอกที่สุจริต แม้จะได้จดแจ้งไว้ในทะเบียน ซึ่งเก็บไว้ที่หน่วยราชการ การจดไว้ในทะเบียนนั้น เพื่อประโยชน์ระหว่างคู่สามีภรรยาเท่านั้น คนนอกไม่ต้องเขามาผูกพันรับผิดชอบได้เสียด้วย

เช่น ทำสัญญาก่อนสมรสกันว่ากระเป๋าของใครของมัน ถ้าฉันหาเงินได้ให้เป็นสินส่วนตัวของฉัน ของเธอก็เช่นกัน ถ้ามีลูกกันก็ให้เป็นภาระร่วมกันคนละครึ่ง พอแต่งงานแล้ว ต่างก็ขยันหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง สามีนำเงินของตนไปซื้อที่ดินไว้แปลงหนึ่ง ส่วนภรรยาหาเงินไม่พอใช้จ่ายในบ้านเรือน ทั้งยังค่าเล่าเรียนลูกที่สามีขี้เหนียวไม่ยอมลงขันจ่ายให้ เธอจึงไปขอยืมเงินคนอื่นมาใช้จ่ายแล้วไม่มีใช้คืน เจ้าหนี้ก็เลยฟ้องร้องและยึดทรัพย์ที่ดินของสามีมาชำระหนี้ อย่างนี้สามีจะอ้างสัญญาก่อนสมรสว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นสินส่วนตัวไม่ได้ แต่เป็นสินสมรสตามกฎทั่วไป

หรือว่าทำสัญญาก่อนสมรสให้สามีเป็นผู้จัดการทรัพย์สินแต่เพียงฝ่ายเดียว ต่อมาภรรยาไปให้คนเช่าตึกแถว โดยทำสัญญากันไว้สามีจะมาอ้างว่าสัญญาเช่าไม่มีผลผูกพัน เพราะภรรยาไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินสมรสตามสัญญาก่อนสมรสไม่ได้

ไม่เป็นไร เมื่อไม่ให้กระทบคนภายนอก แต่กระทบคนภายใรที่เป็นคู่สมรสได้ก็ยินดีแล้ว ดังนั้นก่อนตัดสินใจแต่งงาน นอกจากเรื่องพิธีการและของชำรวยแล้ว ควรคำนึงเรื่องการบริหารจัดการเงินทองว่าจะตกลงกันเป็นพิเศษแตกต่างจากที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างไร เมื่อทำสัญญาก่อนสมรสกันแล้ว อย่าลืมนำไปจดในทะเบียนสมรสด้วย

อย่างนี้เรือล่มในหนองทองก็ไม่ไปไหน แต่อย่าให้กลายเป็นไม่ได้แต่งงานกันเพราะความมุ่งมั่นที่จะทำสัญญาก่อนสมรส จนลืม ความรักที่อุตส่าห์ถักทอจนสุกงอมพร้อมร่วมหอก็แล้วกัน 

********************************************

Back to Top
Phanaphat View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 13 Feb 2011
Online Status: Offline
Posts: 442
Post Options Post Options   Quote Phanaphat Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 30 Sep 2011 at 10:00 - IP: 124.120.180.223 IP Information
สมรสซ้อน

แต่งงานเป็นเรื่องมงคล หลายคนจึงแต่งงานหลายครั้ง แต่ก่อนที่จะแต่งงานครั้งต่อไป จะต้องเคลียร์การแต่งงานครั้งก่อนเสมอไม่เช่นนั้นบ้านเก่าบ้านใหม่อาจให้โทษได้

สำหรับกฎหมายแล้ว การแต่งงาน หมายถึง การจดทะเบียนสมรส  การแต่งงานในลักษณะอื่นไม่ได้รับการรับรองทางกฎหมายให้เกิดสถานะสามีภรรยาต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นการยกขันหมากแห่รอบหมู่บ้านหรือจัดงานพิธีใหญ่โต กฎหมายไม่ให้สิทธิเรียกร้องอย่างสามีภรรยาหากมีการแต่งงานกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ถ้ามีการจดทะเบียนแล้วเป็นได้เรื่อง

คนเราอาจมีทะเบียนสมรสหลายใบกับใครหลายคนได้ แต่จะมีในเวลาเดียวกันไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็เข้าข่ายที่เรียกว่าจดทะเบียนสมรสซ้อน ซึ่งกฎหมายไม่จัดอันดับเบอร์หนึ่งเบอร์สองให้ใครเป็นรองใคร แต่ใช้หลักมาก่อนมีสิทธิก่อน

และการมาก่อนนี้ต้องเป็นการมาถึงนายทะเบียนก่อน หากมาอยู่กินเสียก่อนแล้วมัวรอฤกษ์จดทะเบียนหรืออิดเอื้อนเล่นตัวก็อาจได้เลิกรากัน ถ้าเขาหรือเธอไปแอบจดทะเบียนกับคนอื่น คนมาหลังแต่ถึงที่หมายก่อนก็ได้สิทธิไปเพระใบทะเบียนสมรสนั่นเอง

การจตทะเบียนซ้อนกฎหมายให้เป็นโฆษะไปเลย ไม่ต้องเสียเวลาไปฟ้องร้องให้ศาลสั่งว่าการสมรสรายหลังเป็นโฆษะ ก็คือ การสมรสซ้อนเป็นอันเสียเปล่า ไม่มีผลทางกฎหมาย ส่วนที่ว่าจะรู้ไหมว่าซ้อนอย่างไรก็ไม่ต้องวิตกจริตเกินไป ทางการเขาให้ไปตรวจได้ที่สำนักงานทะเบียนราษฎรเพราะถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย

แม้การสมรสซ้อนจะเป็นโฆษะโดยผลของกฎหมาย แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้จดแต้งแทงรายการไว้ในทะเบียน ก็จะไปใช้ยันต่อบุคคลภายนอกไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องดำเนินการทางทะเบียนให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นเกิดคู่โมฆะไปทำนิติกรรมหรือตัดการอะไรไปก็ไม่สามารถอ้างความเป็นโมฆะไปทำนิติกรรมหรือจัดการอะไรไปก็ไม่สามารถอ้างความเป็นโมฆะยันกับคนนอกวงการได้

เรื่องทะเบียนซ้อนแบบนี้ไม่ใช่ผู้ชายจะนิยมเท่านั้น หญิงไทยก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกัน ซึ่งบางครั้งก็น่าเห็นใจคู่ที่ไม่ได้รักกันแล้วไม่อยู่ด้วยกันก็มี แต่ฝ่ายหนึ่งไม่ยอมจดทะเบียนหย่า เพราะหวงก้างไว้ไม่อยากให้ใครมาได้ตำแหน่ง ทั้งที่ตัวก็ไม่ได้อยากอยู่กับเขาหรือเธออีกต่อไป ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งอยากหย่า เพราะต้องการไปจดทะเบียนสมรสกับอีกคนหนึ่งเดือดร้อน รอไม่ไหว จึงตัดสินใจจดซ้อนไปเลย

นอกจากความเป็นโมฆะแล้ว อาจมีเรื่องอื่นตามมาเป็นผลข้างเคียงแต่ยิ่งใหญ่ เมื่อเจ้าของทะเบียนใบแรกแจ้งให้ใบหลังทราบว่า มีคู่สมรสรายเดียวกันแล้ว หากรายหลังยังทำเฉย อาจถูกเรียกค่าเสียหายจากการไปสัมพันธ์กับสามีหรือภรรยาของเขาได้ ส่วนผู้รักการสะสมทะเบียนสมรสในขณะเดียวกัน นอกจากจะมีเรื่องกับคู่สมรสทั้งสองแล้ว อาจได้คดีอาญามาประดับประวัติอีกด้วย เพราะทะเบียนสมรสเป็นเอกสารทางราชการ การจดทะเบียนก็ทำกับนายทะเบียน การปิดบังความจริงหรือปดกับเจ้าหน้าที่ ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าได้จดทะเบียนสมรสแล้ว ถือว่าให้ข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่

ทางแก้ของผู้ที่พลาดไปแล้ว ก็คือ เริ่มใหม่หมด มีหลายรายที่ใช้วิธีจดทะเบียนหย่ากับคนก่อนเพื่อให้มีทะเบียนสมรสใบเดียวกับคนหลัง อย่างนี้ไม่มีผล เพราะทะเบียนสมรสที่ซ้อนนั้นเป็นโมฆะแต่แรกแล้ว ดังนั้น เมื่อหย่ากับคนก่อนแล้วก็ต้องย้อนมาจดกับคนใหม่ จะใช้ทะเบียนเดิมไม่ได้ ถ้าจะให้ดีก็พากันไปที่สำนักงานเขตหรืออำเภอเสียเลย

การแต่งงานเป็นเรื่องของคนสองคน แต่ถ้าใครไปทำให้เป็นเรื่องของหลายคนแล้ว เรื่องง่ายๆ ก็กลายเป็นยากเพราะอยากมีทะเบียนสมรสนั่นเอง

********************************************



Edited by Phanaphat - 30 Sep 2011 at 10:00
Back to Top
Phanaphat View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 13 Feb 2011
Online Status: Offline
Posts: 442
Post Options Post Options   Quote Phanaphat Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 30 Sep 2011 at 10:07 - IP: 124.120.180.223 IP Information

แต่งกับฝรั่ง

ความรักไม่มีพรมแดนมานานก่อนยุคโลกไร้พรมแดนเสียอีก เมื่อศรรักปักอกปักใจว่าจะแต่งงานกับชายคนนี้เท่านั้น แล้วเกิดเป็นฝรั่งตาน้ำข้าวหรือชาวอื่นที่ไม่ใช่ชาวไทย ก็เริ่มสับสนหัวใจว่าจะจดทะเบียนสมรสหรือไม่

แท้จริงแล้ว จะจดกับประเทศไหนก็มีผลตามกฎหมายทั้งนั้น ทั้งหญิงและชายที่ได้สามีหรือภรรยาเป็นชาวต่างชาติ คือ ไม่มีสัญชาติไทยจะแต่งงานที่ประเทศไหนก็ได้ทั้งนั้น ถ้าจดตามประเทศของเขาหรือเธอ กฎหมายไทยก็รับรองสถานภาพของคู่นี้ว่าเป็นสามีภรรยาตามกฎหมาย โดยไม่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายไทย แต่ถ้าอยากจะแต่งให้ครบก็ทำได้โดยการ ไปจดทะเบียนที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ หรือถ้าอยู่ต่างประเทศ ก็ไปที่สถานกงศุลไทยในประเทศนั้น ไม่ยุ่งยากอย่างที่กังวลเลย

ที่กล่าวว่าจดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศอื่นแล้วจะจดที่ไทยบ้างนั้น ไม่ต้องไปทำเป็นทะเบียนสมรส เพียงแค่จดทะเบียน ฐานะครอบครัวก็พอ นายทะเบียนก็จะบันทึกหลักฐานเอาไว้ และมอบเอกสารให้เก็บคนละฉบับ แต่ต้องแสดงหลักฐานต่อนายทะเบียนว่า ได้แต่งงานตามกฎหมายของประเทศไหนไปแล้ว

บางคู่นึกอยากกิ๊บเก๋ไปจดทะเบียนสมรสในประเทศอื่น เช่น ไทยกับอเมริกัน แต่งงานกันที่ออสเตเรีย อย่างนี้ก็ยังมีสถานะเป็นสามีภรรยากันตามกฎหมายที่ประเทศไทยยอมรับ และที่ว่าจดทะเบียนก็อาจไม่ใช่เพราะกฎหมายประเทศนั้นมีแบบพิธีเป็นอย่างอื่น ถ้าได้ทำตามแบบของเขาแล้ว ก็ถือเป็นใช้ได้

เมื่อได้แต่งงานเรียบร้อยโรงเรียนฝรั่งหรือไทยแล้ว ความสัมพันธ์ทางกฎหมายก็ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งสัญชาติของสามี อย่างนี้หญิงไทยจะมีสามีเป็นชาวต่างชาติก็ต้องรู้กฎหมายในเรื่องนี้ไว้ด้วย โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินเงินทองที่ต้องเป็นไปตามเขา

เว้นเสียแต่เป็นเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ คือ บรรดาที่ดินทั้งหลายก็ให้ใช้กฎหมายที่ที่ดินตั้งอยู่นั้นมาบังคับอยู่กันไปก็ยุ่งยากนัก อยากจะเลิกหรือหย่าล้างขึ้นมา ก็ต้องไปว่ากันตามกฎหมายที่ไปจดไปแต่ง ซึ่งเมื่อทำแล้วกฎหมายไทยก็ยอมรับสถานะว่าเป็นหม้ายแล้วเหมือนกัน แต่ถ้าจะหย่ากันก็ต้องได้ความว่า กฎหมายของประเทศทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่ากันได้ไม่เช่นนั้นจะลำบาก เป็นอันว่าเขาก็ต้องรู้กฎหมายไทยบ้างเหมือนกัน

นั่นเป็นเรื่องหย่าโดยความยินยอม

แต่ถ้าการหย่าชนิดที่มีเรื่องทะเลาะกันจนต้องฟ้องร้องศาล หากอยู่ที่เมืองไทยก็ฟ้องได้ไม่ว่ากัน เพียงแต่ต้องให้ได้ความว่า กฎหมายแห่งสัญชาติของทั้งสามีและภรรยา ยอมให้หย่าได้ และให้ใช้เหตุหย่าตามกฎหมายไทย

การแต่งการหย่านี้ ต่อให้ฝรั่งต่างชาติแต่งงานกันโดยไม่ได้ผูกพันมีสัญชาติไทย ก็สามารถจดทะเบียนได้ แต่ต้องให้ได้ความว่า กฎหมายของประเทศเหล่านั้นยอมให้แต่งได้ หรือว่าแต่งตามกฎหมายเขาแล้ว ทะเลาะเบาะแวงในเมืองไทย รอไปหย่าที่ไหนไม่ทันใจแล้วจะต้องฟ้องศาลไทยก็ทำได้เช่นกัน

กฎหมายออกมาแบบนี้ เป็นการประกันความมั่นคงของครอบครัวได้ ไม่ต้องกังวลว่าสามีภรรยาคู่ไหน ที่เข้ามาในประเทศไทยแล้วไม่ได้แต่งงานตามกฎหมายไทยจะกลายเป็นคนไร้คู่ตามกฎหมาย และสาวไทยหรือหนุ่มไทยหน้าไหนที่มาแย่งสามีหรือภรรยาของเราไป ไม่ว่าชั่วคราวหรือถาวรก็จะมาอ้างกฎหมายไทยว่า ไม่มีทะเบียนสมรสไม่ได้ ถ้ารู้อยู่ว่าเขาหรือเธอนั้นมีคู่สมรสเป็นตัวเป็นตนแล้ว

เมื่อได้คำพิพากษาว่าหย่าแล้ว ต้องนำไปจัดการตามแบบของกฎหมายที่ประเทศนั้นๆ บางคนไม่ได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทย แต่อยากจดทะเบียนหย่าไว้เป็นหลักฐานก็สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องจดทะเบียนฐานะครอบครัว แล้วค่อยจดทะเบียนหย่า ก็จะได้ทะเบียนหย่ามาใส่กรอบไว้ที่หัวเตียงตามประสงค์

ความรักมักไม่เลือกสัญชาติ แต่เรื่องของโอกาสและสิทธิทางกฎหมายนั้น เลือกกันได้ จะแต่งกับคนไทยหรือฝรั่งก็ระวัง ข้อกฎหมายไว้เป็นดี

********************************************


Edited by Phanaphat - 30 Sep 2011 at 10:24
Back to Top
Phanaphat View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 13 Feb 2011
Online Status: Offline
Posts: 442
Post Options Post Options   Quote Phanaphat Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 30 Sep 2011 at 10:16 - IP: 124.120.180.223 IP Information

หย่าดีกว่า

ห้ามคนไม่ให้แต่งงานอาจเป็นเรื่องยาก แต่ห้ามคนอยากหย่าน่าจะลำบากว่าหลายเท่า จะด้วยเหตุผลกลใดหรือเพราะผู้ใดเป็นตนคิดชีวิตหลังหย่าจะไม่น่าอภิรมย์ ถ้าเอาแต่จะหย่าจะเลิกโดยไม่ใส่ใจกฎหมาย

 “การหย่า” ใช้ในการสมรสที่จดทะเบียนเท่านั้น  เมื่อตอนเข้าสู่ชีวิตคู่ก็ต้องจด ตอนแยกคู่ขั้นตอนยิ่งมากกว่า จดทะเบียนแค่จรดปากกาเซ็นชื่อลงไปแล้วได้แผ่นกระดาษที่เขียนว่า “ทะเบียนสมรส” ก็เป็นอันหมดพีธีทางกฎหมาย แต่มันไม่ใช่ในกรณีหย่า เพราะการหย่ามีมากกว่าการแยกทางกันอยู่ ยังต้องแยกทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ในระหว่างร่วมชีวิตกัน ไหนจะเรื่องลูกๆ ใครจะจ่ายใครจะเลี้ยงจะมีการเกี่ยงหรือแบ่งกันลงตัวหรือไม่ คือ สิ่งที่ต้องระบุไว้ใน “บันทีก” แนบท้ายทะเบียนหย่าด้วย

ไม่งามแน่ หากจะพากันไปถกวิจารณ์การแบ่งต่อหน้านายทะเบียน และถ้าตกลงกันไม่ได้ก็อาจไม่ต้องหย่า หรือต้องพากันไปเถียงต่อที่ศาลให้เบิกบานทั้งเวลาและหน้าตาของสองฝ่าย กว่าจะได้คำตัดสินของศาลมาจัดการเรื่องหย่าๆ เพราะฉะนั้น ควรรู้ไว้ใน 3 เรื่องหลัก คือ

    1.สินสมรส

    2.อำนาจปกครอง

    3.ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

และอาจมีอีกเรื่อง เช่น ค่าเลี้ยงชีพ ซึ่งหมายถึง เงินทองที่ฝ่ายหนึ่ง อาจตกลงให้อีกฝ่าย ไว้ใช้จ่ายหลังหย่า เป็นเงินก้อนหรือใช้ระบบผ่อน ก็สุดแท้แต่สินสมรส ถ้าไม่ตกลงกันเป็นอย่างอื่น กฎหมายให้แบ่งกันคนละครี่ง สินสมรส หมายถึง ทั้งที่ดินและเงินสด รถยนต์และหุ้นต่างๆ ไม่ว่าจะเลขตัวแดงตัวดำในธนาคาร บรรดามีที่เป็นทั้งหนึ้สินและทรัพย์สินผ่านมาได้หนึ่งด่าน ก็มาเรื่องของลูก อำนาจปกครอง และค่าอุปการะเลี้ยงดู ไม่จำเป็นต้องอยู่กับคนๆเดียวกันแล้วแต่จะตกลงกันอย่างไร แม่อาจอยากได้ลูกไว้แล้วให้พ่อจ่ายทุกอย่างให้ลูก หรือ ให้พ่อจ่ายค่าเล่าเรียนลูก แล้วแม่จ่ายค่ารักษาพยาบาลและเครื่องใช้สอยอื่นๆ

การมีอำนาจปกครองหมายถึง สิทธิในการจัดการดูแลทรัพย์สินของลูก การให้ลูกอยู่ที่ไหน เรียนที่ใด อำนาจทำโทษลูกได้ เพื่อว่ากล่าวสั่งสอนตามสมควร และอื่นๆอีกไม่น้อย ไมว่าอำนาจปกครองจะอยู่กับใครฝ่ายเดียว อีกฝ่ายหนึ่งก็มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้พบหน้าลูกตามสมควร

นอกจากนี้ ยังอาจตกลงให้มีอำนาจปกครองลูกร่วมกัน แล้วว่ากันในรายละเอียดว่าจะให้ลูกไปอยู่บ้านใครในช่วงไหน หรืออยู่กับใครฝ่ายเดียวแต่ปกครองร่วมก็ได้ ไม่เป็นการผิดกฎหมาย เวลาจดทะเบียนหย่าอย่าคิดว่าตกลงแบบนี้ไม่ได้ เพราะคนที่จะตัดสินใจไม่ใช่นายทะเบียนแต่คือสองคนที่จะหย่าต่างหาก

หลายคนที่หย่ากันโดยไม่คำนึงว่าจะตกลงกันอย่างไร ขอให้ได้หย่าเป็นอันตกลง ปรากฏว่ามาได้สติเอาทีหลัง แล้วเสียดายว่ารู้อย่างนี้  ทำอย่างนั้นดีกว่า เป็นต้นว่า เรื่องให้แม่มีอำนาจปกครองเพียงเพราะแม่รู้สึกเสียหน้าที่สามีขอหย่า เลยอยากมีอำนาจไว้หน่อย ได้ลูกไว้สักคนเหมือนได้กำไร มาภายหลังไม่อยากได้แล้ว หากว่าอีกฝ่ายก็เห็นดีเห็นงามตามด้วย ต่อให้พร้อมใจกันไปบอกนายทะเบียน ให้แก้ไขในเรื่องนี้ก็ทำไม่ได้ จะต้องไปทำเรื่องร้องขอต่อศาลให้สั่งอนุญาต แล้วนำคำสั่งศาลไปทำการแก้ไขในบันทึกการหย่าที่นายทะเบียนจึงจะเรียบร้อย 

ตอนสมรสอาจจดทะเบียนที่บางรัก แต่พอตอนจะลาอาจอยากไปบางผลัด บางจาก จะจดหย่าที่ไหนก็ได้ตามอำเภอใจ ไม่ต้องไปที่จดทะเบียนสมรส และจะมีผลผูกพันบุคคลภายนอกต่อเมื่อได้มีการจดแจ้งการหย่าในทะเบียนแล้ว ถ้าหย่ากันตามคำพิพากษาของศาล ก็ต้องรีบจัดการจดทะเบียนเสียให้เสร็จด้วย

การหย่าอาจถือเป็นเรื่องอัปมงคลของคนถูกหย่า และถือเป็นมงคลแก่คนที่อยากหย่า เมื่อเข้าใจกฎหมายในเรื่องนี้ ก็คิดให้ดี สำหรับแต่ละคู่ว่าจะ “หย่าดีกว่า” หรือว่า “อย่าดีกว่า” เองก็แล้วกัน

********************************************


Back to Top
Phanaphat View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 13 Feb 2011
Online Status: Offline
Posts: 442
Post Options Post Options   Quote Phanaphat Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 30 Sep 2011 at 10:23 - IP: 124.120.180.223 IP Information

แม่เลี้ยง

แม่เลี้ยงมักจะคู่กับลูกเลี้ยง และมักจะไม่ใช่ภรรยาของพ่อเลี้ยง บ้านหนึ่งๆจึงไม่ค่อยมีทั้งพ่อเลี้ยงและแม่เลี้ยงอยู่คู่ครัวเรือนเดียวกัน 

แม่เลี้ยงเป็นแม่ชนิดหนึ่งที่อุปโลกน์เรียกกันตามฐานะที่เกิดขึ้น  เนื่องจากไปแต่งงานกับพ่อม่ายลูกติด ทำให้ลูกที่ติดสามีมากลายเป็นลูกเลี้ยงของแม่เลี้ยง  ทั้งๆที่แม่เลี้ยงอาจไม่ได้เลี้ยงหรือไม่เคยเลี้ยงดูลูกเลี้ยงก็ได้

เมื่อต้องร่วมเรือนเดียวกันก็อาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แม้จะรักลูกห่วงลูกปานใด แต่รักเมียใหม่ก็ย่อมต้องมีไม่มากก็น้อย คนเป็นลูกก็รักพ่อ แต่จะให้รักคนที่พ่อรักมากกว่าแม่ตัวก็ทำใจลำบาก  และแม้จะคาดได้ว่ากฎหมายไม่ได้รองรับฐานะของแม่เลี้ยงให้มีสิทธิมีอำนาจบาตรใหญ่ในลูกเลี้ยงได้  แต่ก็ไม่ใช่เสียทั้งหมด เพราะแล้วแต่บทบาทของแม่เลี้ยงคนนั้นด้วยเหมือนกัน 

หลักมีอยู่ว่าลูกของใครก็ของคนนั้น จะมาจัดสรรให้เป็นกันตามอำเภอใจไม่ได้

ดังนั้น แม้จะมีแม่ใหม่ให้ลูกคนเดิม ก็ไม่ทำให้แม่คนใหม่ได้สิทธิอย่างแม่แท้ๆ  เป็นต้นว่าสิทธิในการได้รับมรดก หากลูกเลี้ยงตาย สิทธิที่จะเรียกค่าเสียหายเพราะขาดไร้อุปการะ หากว่าลูกเลี้ยงถูกคนขับรถมาชนตาย เบาๆ หน่อยก็เรื่องของอำนาจปกครองลูกเลี้ยง อันได้แก่ อำนาจในการจัดการทัพย์สินของลูก  อำนาจในการกำหนดที่อยู่ของลูก หรือการว่ากล่าวสั่งสอนลูก

แปลอีกที ก็คือ แม้จะศักดิ์หรือฐานะเป็นแม่เลี้ยง แต่ก็เป็นเพราะสถานะทางครอบครัวที่เกิดขึ้น  ไม่ใช่สถานะทางกฎหมายใดๆทั้งสิ้น  ไม่ว่าแม่เลี้ยงคนนี้จะจดทะเบียนสมรสเป็นสามีภรรยากันตามกฎหมายกับพ่อของลูกเลี้ยงหรือไม่ก็ตาม  อำนาจปกครองลูกก็ยังอยู่กับพ่อหรือแม่(จริง)  ตามแต่จะได้ตกลงกันไว้ในตอนหย่า  หรือหากว่าแม่ตายไปแล้ว อำนาจปกครองก็ต้องอยู่ที่พ่อของลูก ไม่เผื่อแผ่มาที่แม่เลี้ยงแม้แต่น้อย

อำนาจก็ไม่มี หน้าที่ก็ไม่ต้อง  ปกติแล้วหากลูกยังเด็กยังเล็ก พ่อแม่มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูลูก  และเมื่อลูกเติบใหญ่มีปัญญาหาเลี้ยงครอบครัวได้  ลูกก็มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูพ่อแม่ด้วย  แม้จะด้องเป็นแม่เลี้ยงลูกเลี้ยงก็ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องเลี้ยงดูกันแต่ประการใด 

แต่ในโลกแห่งความจริง  ผู้หญิงมักเลี้ยงลูกได้ดีกว่าผู้ขาย จึงเป็นไปได้มากที่สามีมักจะหวังให้ภรรยาคนใหม่ทำหน้าที่แทนแม่แท้ๆของลูก  การเลี้ยงดูขับกล่อมลูกนอกไส้จึงเกิดขึ้นจนได้  แบบนี้แม้กฎหมายจะไม่ได้ให้อำนาจไว้  แต่เมื่อพ่อเลี้ยงมอบหมายถือว่า ให้ดูแลแทน  แม่เลี้ยงย่อมอบรมเลี้ยงดู  ทำโทษว่ากล่าวสั่งสอน  หรือจัดการออกคำสั่งให้ต้องปฎิบัติตามประสาแม่ที่ต้องเลี้ยงดูลูก 

แม่เลี้ยงทั้งหลายก็อย่าได้ฉวยโอกาสทองที่สามีมอบความไว้วางใจการดูแลก็ต้องอยู่ในขอบเขต  จะมาล่วงเกินสิทธิในตัวลูกไม่ได้ เช่น เมื่อแม่ของลูกมาเยี่ยมพบ แม่เลี้ยงจะหวงก้างวางอำนาจที่สามีให้มาห้ามเขาพบกันไม่ได้  ทั้งการทำหน้าที่ดูแลก็ต้องใช้ความระมัดระวังอย่าให้เกิดความเสียหาย หากพาไปเดินเล่นตามห้างแล้ว มือเด็กระรานไปปัดถ้วยโถโอชามเขาระเนระนาด  ความเสียหายตรงนี้เห็นทีแม่เลี้ยงต้องรับไว้  จะมาหยิบหลักฐานแสดงว่าไม่ใช่แม่ที่แท้จริงไม่ได้  เพราะกฎหมายท่านว่าไว้ว่า  ถ้าเด็กอยู่ในความดูแลของเราแล้วเด็กไปละเมิดเกิดความเสียหายขึ้นมา  ทั้งเด็กและตัวเราก็ต้องร่วมกันรับผิด  เว้นแต่จะพิสูจน์ว่า ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร  วันไหนแม่เลี้ยงอยากจะโฮมอโลน ลูกเลี้ยงที่อายุยังไม่เกิน 9 ปี โดยไม่มีใครดูแลก็มีความผิดทางอาญาฐานทอดทิ้งเด็กได้ 

เป็นแม่คนนั้นแสนลำบาก  เป็นแม่เลี้ยงก็ยุ่งยากหลายเท่า  เมื่อรักพ่อของเด็กก็ต้องรู้ไว้ว่า กฎหมายให้แม่เลี้ยงมีฤทธิ์เดชแค่ไหน อย่าได้ล้ำเส้นออฟไซด์ถูกใบเหลืองใบแดงจนสามีปลดกลางอากาศจากตำแหน่งภรรยา  เพราะไปทำหน้าที่แม่เลี้ยงใจยักษ์

********************************************





Edited by Phanaphat - 30 Sep 2011 at 10:24
Back to Top
Phanaphat View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 13 Feb 2011
Online Status: Offline
Posts: 442
Post Options Post Options   Quote Phanaphat Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 30 Sep 2011 at 10:46 - IP: 124.120.180.223 IP Information
พรากผู้เยาว์

ที่เขาว่าคบเด็กสร้างบ้านนั้น  การคบเด็กก็ต้องระวังอย่าให้กลายเป็นสร้างความ สร้างคดี  เพราะเรื่องของเด็กทำให้ผู้ใหญ่เดือดร้อนมาหลายรายแล้ว  เรื่องการพรากผู้เยาว์ก็เป็นข้อหาหนึ่งที่พึงรู้จัก  แต่อย่าไปเกี่ยวข้อง จะตกเป็นผู้ต้องหาว่าพรากผู้เยาว์นั้น สำคัญว่าเราเข้าใจแค่ไหน เพราะบางทีเราพาเด็กไปดูแล  แต่พ่อแม่กลับยัดเยียดข้อหาให้เป็นพรากผู้เยาว์ 

ใครว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข  มันยังผันโทษทางอาญาให้แก่เราได้หากไม่ระวัง  การพรากผู้เยาว์มีเกณฑ์อายุกำกับไว้ว่า อายุเท่าไร แล้วทำอย่างไรก็ผิด 

หลักมีอยู่ว่า ถ้าพาเด็กอายุไม่เกิน 15 ไปเสียจากพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยไม่มีเหตุอันสมคร  จะต้องได้รับโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 6000 - 30000 บาท งานนี้ไม่สนใจว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่  ไม่ว่าจะได้พาไปเพื่อการอนาจาร หรือ ไปเที่ยวงานวัด หรือไปดูหนังฟังเพลง

ว่าด้วย "เหตุอันสมควร"  ก็มีเถียงกันว่ามันสมควรหรือไม่  อย่างเช่น พาเด็กไปดูหนังแล้วไม่บอกพ่อแม่  หายไปหลายชั่วโมงจึงพา มาส่งกลับก็รอรับข้อหาได้เลย  อย่างนี้มีเดือดร้อน สำหรับเด็กที่หนีออกจากบ้านแล้วไปขอนอนบ้านเพื่อน บรรดาพ่อแม่ของเพื่อนจะไล่ไปก็ใช่ที่  แต่พอจะรับไว้ก็กลัวจะกลายเป็นพรากผู้เยาว์  อย่างนี้ไม่เข้าข่าย  เพราะการที่เด็มใจที่บ้านแล้วไม่ยอมกลับเป็นเรื่องที่เราไม่ได้พราก  แต่เป็นเด็กหนีออกจากบ้านจากความปกครองดูแลมาเอง 

เคยมีเรื่องที่ฝ่ายหญิงได้เสียกับฝ่ายชายมาก่อน   ก็กลัวว่าจะไม่รับมาเป็นสะใภ้ที่บ้าน  จึงแบกหน้ามาหาฝ่ายชายเสียเองเพื่อมาอยู่ด้วย  คุณแม่ของลูกชายเห็นว่าเมื่อได้เสียกันอยู่แล้วจึงยอมรับไว้เป็นสะใภ้ แม้อายุยังไม่ถึง 15 แล้วเรื่องก็ไปถึงศาลซึ่งเห็นว่า เป็นเรื่องที่ผู้เยาว์ต้องการเป็นภรรยาโดยสมัครใจ ไม่ใช่การพรากผู้เยาว์ ผู้ใหญ่จึงต้องกวดขันในความปกครองของตัวเอาไว้  อย่าขับไล่หรือปล่อยให้ออกไปอยู่กับใคร 

มีอีกคดี ที่ลูกชายพาเด็กสาวอายุ 14ปี ไปเลี้ยงดูอยู่บ้านฉันสามีภรรยา  แบบว่ารักกันก็พราหนี  อย่างนี้ศาลถือว่าไม่เป็นการพรากไปโดยปราศจากเหตุอันสมควร

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของศึกชิงลุก  เมื่อพ่อกันแม่ต้องแยกทางกัน แต่พ่อก็อยากได้ แม่ก็อยากเลี้ยงลูก  วันดีคืนดีพ่อก็มาอุ้มลูกหนีไปที่บ้าน ถึงแม้พ่อกับแม่จะไม่ได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย  ซึ่งทำให้พ่อกับลูกไม่ผูกผันตามกฎหมายไปด้วย  แต่การพาลูกไปก็ไม่ใช่การพรากผู้เยาว์ เพราะเขาพาไปโดยมีเหตุอันสมควร

เกณฑ์อายุที่ต้องพิจารณาอีกช่วง ก็คือ เด็กที่อายุเกินกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ผู้พรากเด็กไปจะได้ข้อหาก็ต่อเมื่อเด็กนั้นไม่ยินยอมด้วย สำหรับเด็กที่อายุเกิน 18 ไปแล้ว การพาเด็กเหล่านี้ไปแม้จะไม่มีเหตุอันสมควร ก็ไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์  แต่อาจมีความผิดอื่น เช่น การหน่วงเหนี่ยยวกักขังหรืออนาจาร   แล้วแต่ว่าพาไปทำไม แล้วทำไมต้องพาไป 

คำว่าเด็กอายุต่างๆ ไม่ได้จำกัดว่าจะเป็นเด็กหญิงหรือเด็กชาย  ดังนั้น ทั้งเด็กสาวและเด็กหนุ่มทั้งหลายก็ได้รับความคุ้มครองทั้งสิ้นและผู้ที่เสียหายก็ได้แก่ตัวเด็กนั้นเอง  รวมทั้งตัวผู้เป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง และถ้าพาไปเพื่อการอนาจาร หรือเพื่อการค้าหากำไร ก็ได้โทษหนักโทษสูงขึ้นไปอีก  การพรากไม่ต้องฉุดกระชากลากถู ต่อให้จูงมือกันไปหรือเต็มใจก็เป็นพรากได้  กฎหมายต้องการเพียงให้ได้ความว่า มีการแยกเด็กออกจากการปกครองดูแล  แม้จะไม่ได้หลอกลวงเด็กก็ตาม  และคนที่กระทำก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ใหญ่เด็กๆด้วยกัน กระทำไปก้ได้ข้อหาเหมือนกัน

********************************************


Back to Top
Phanaphat View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 13 Feb 2011
Online Status: Offline
Posts: 442
Post Options Post Options   Quote Phanaphat Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 30 Sep 2011 at 10:50 - IP: 124.120.180.223 IP Information


แต่งงานกันมันอยู่บนฐานแห่งความรักความเข้าใจก็ใช่อยู่  แต่เมื่อแต่งกันแล้วยังมีเรื่องเงินทองทรัพย์สินและภาระหน้าที่ติดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  แม้ว่าจะไม่ได้เค็มใส่กันสักเท่าไร  แต่การทำมาหาได้ในระหว่างแต่งงานยังมีเรื่องของภาษี  ที่ทั้งสามีภรรยามีหน้าที่ต้องนำมาจ่ายให้แก่รัฐ 

เดี๋ยวนี้สิทธิของบุรุษและสตรีกำลังจะมีความเท่าเทียมกัน  ภรรยาหลายบ้านจึงมีงานมีการเป็นของตัวเอง  ทำให้มีรายได้มาเสริมครอบครัว  ไม่ว่าจะในลักษณะที่เป็นการทำงานกินเงินเดือน  ทำธุรกิจเป็นเรื่องเป็นราว  หรือทำการค้าเล็กน้อยพอมีรายได้มาจุนเจือครอบครัว  ไม่ว่าสามีจะพอใจในการทำมาหาได้ของภรรยาหรือไม่  กฎหมายในเรื่องภาษีก็จะต้องเข้ามามีบทบาท  หากภรรยามีรายได้เช่นนี้ เพียงแต่รู้แล้วอย่าตกใจ  กฎหมายกำหนดให้เงินได้ของภรรยาถือเป็นเงินได้ของสามีอีกด้วย 

คุณสามีก็อย่าได้ดีใจถือโอกาสทวงรายได้มาใส่กระเป๋าตัวเอง  แม้ความเป็นจริงของภรรยาจะเป็นผู้เก็บเงินได้ทั้งของตัวเองและของสามีเอาไว้ดูแลแต่เพียงฝ่ายเดียวก็ตาม  ความสำคัญยังอยู่ที่ว่า กฎหมายถือว่า เงินได้ของภรรยาเป็นเงินได้ของสามี 

ผลก็คือ หน้าที่และความรับผิดชอบของสามีที่จะต้องนำเงินได้ของภรรยานี้มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีตามกฎหมายนั่นเอง และภรรยาก็อย่าเพิ่งดีใจว่าปลดปลอดจากหน้าที่เสียภาษีทั้งหลายที่ตัวหามาได้  เนื่องจากสามีจัดการให้ตามที่กฎหมายบังคับ เพราะหากมีภาษีค้างชำระเกิดขึ้นเมื่อใด  รัฐก็อาจแจ้งให้ฝ่ายภรรยาจัดการเสียโดยแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน  อย่างนี้ภรรยาก็จะผูกพันที่จะต้องร่วมรับผิดกับสามีในการจ่ายภาษีที่ค้างชำระนั้น 

ความจริงมันก็คนละกระเป๋าเดียวกัน  แต่การนำมาคำนวณเงินได้เพื่อจ่ายภาษีในลักษณะนี้ ทำให้ฐานภาษีของสามีกว้างออกไป และนั่นหมายถึง อัตราภาษีที่ต้องจ่ายก็จะขยายสูงขึ้นไปด้วย เนื่องจากยิ่งมีเงินได้สุทธิมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องเสียภาษีในอัตราสูงขึ้น เป็นการเสียหายทางการเงินแก่ครอบครัว  ยังมีทางออกในทางกฎหมาย หากปรากฎว่าเงินได้ของภรรยาตกอยู่ในส่วนที่เป็นเงินได้

เนื่องจากการจ้างแรงงาน กฎหมายให้สิทธิภรรยาที่จะแยกวงมายื่นต่างหากจากสามีได้  โดยไม่ต้องถือเป็นเงินได้ของสามี ซึ่งเราคงเคยสังเกตเห็นได้จากแบบยื่นรายการเพื่อเสียภาษีว่า มีช่องของคู่สมรสเอาไว้ให้ใส่เป็นรายการต่างหาก  ดังนั้น หากต้องการแยกจ่ายก็ยื่นไว้ในรายการฉบับเดียวกับสามี  แต่แยกคำนวณภาษีต่างหากเท่านั้น  อย่างนี้ก็ทำให้สามีภรรยาเสียภาษีน้อยลงไปด้วย เพราะเมื่อไม่นำไปรวมเงินได้ของสามี ฐานภาษีก็จะต่ำ  อัตราภาษีก็จะพลอยต่ำไปด้วย 

ในการยื่นรายการจะมีเรื่องการหักค่าลดหย่อนบุตรและค่าลดหย่อนเพื่อการศึกษาของบุตร ถ้าแยกกันยื่นจะถือโอกาสต่างคนต่างหักลดหย่อนไม่ได้  มีลูกอยู่คนเดียวก็ต้องแบ่งกันหัก  จะมาตีขลุมหักทั้งสองคนไม่ได้  ต้องแบ่งกันคนละครึ่งกับสามี  แบบนี้มีทีเด็ดอยู่ตรงที่สามีบางคนเอาลูกที่ติดกับภรรยาเก่ามาหักลดหย่อนเต็มอัตรา เพราะภรรยาคนปัจจุบันไม่มีบุตร อย่างนี้ก็ทำไม่ได้  เพราะถ้าจะแยกรายการกันออกไป แม้ลูกคนละท้องแม่ก็ต้องหักลดหย่อนคนละครึ่งอยู่นั่นเอง

  ********************************************

Back to Top
Phanaphat View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 13 Feb 2011
Online Status: Offline
Posts: 442
Post Options Post Options   Quote Phanaphat Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 30 Sep 2011 at 10:57 - IP: 124.120.180.223 IP Information

เมื่อต้องขอความยินยอม

อยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา  มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากัน  ส่วนใหญ่ภรรยาจะพูดมากกว่าสามี  เราจึงมักเห็นชายไทยมีอาการสุขุมนุ่มลึกไม่ค่อยเจรจาหลังแต่งงาน  อาการนี้ได้กลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่สามีใช้อ้างเมื่อภรรยากล่าวหาว่า ทำไมไม่บอก 

การจัดการสินสมรสบางอย่าง กฎหมายกำหนดว่าต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง  เป็ฯต้นว่าการขาย จำนอง หรือทำประการใดๆเกี่ยวกับที่ดินที่ถือว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์  รวมทั้งการให้เช่าเกินกว่า 3 ปี  การให้เขาอาศัยในบ้าน หรือไปมีเรื่องมีราวแล้วทำสัญญาประนึประนอม หรือนำหลักทรัพย์ไปเป็นประกัน หรือกลักประกันกับตำรวจหรือศาล รวมทั้งการให้คนกู้ยืมเงิน จะต้องขอความยินยอมจากคู่สมรสเสียก่อน  ที่สำคัญ การจะยกข้าวของเงินทองให้ใครก็ต้องยินยอมเช่นกัน เว้นเสียแต่เป็นการให้ตามฐานะนุรูปเพื่อการกุศลหรือการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา เช่น บริจาคช่วยน้ำท่วม ซื้อบัตร ฟังปาฐกาถาในงานดินเนอร์ ให้ของขวัญงานแต่ง

ยกตัวอย่างเช่น ประวิทย์ไปซื้อคอนโดให้สาวอื่นอยู่ ความมาแตกเมื่อ "ดาว" ภรรยาของเขาจับได้  แต่สามีก็หัวไวไหวตัว  โดยบอกว่า ไม่ได้มีอะไรกับหญิงคนนั้น คอนโดหลังนี้ "สิริมา" ต้องการซื้อแต่ไม่มีเงินจึงขอยืมเขา  เห็นเป็นเพื่อนเก่าของภรรยาก็เลยใจอ่อน ยอมให้ยืมเงิน แล้วช่วยติดต่อดูแลการเซ็นสัญญาเท่านั้น  ผู้รู้กฎหมายอย่างดาว ขอเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายคอนโดทันทีแม้การซื้อคอนโดนั้นกฎหมายไม่ได้กำหนดเรื่องความยินยอม  เพราะไม่ใช่การขาย  แต่ซื้อแล้วเอาไปให้สิริมานี่ต่างหากที่ไม่ถูกต้องจะอ้างว่าให้ยืมเงินก็ยิ่งเข้าล็อกของกฎหมายไปอีก  เพราะการให้ใครกู้ยืมเงินต้องขอความยินยอมอยู่ดี  งานนี้ ประวิทย์เองยังปากแข็งว่าไม่ได้ปดภรรยา  ถ้าจะพลาดก็เพราะพลั้งเผลอโดยสุจริตเท่านั้น 

การขอความยินยอมนั้น ไม่ต้องถึงกับขออนุมัติเป็นทางการ เพียงบอกแล้วเขาไม่โต้แย้งคัดค้านก็ใช้ได้  เว้นแต่เป็นเรื่องที่ต้องมีขั้นตอนตามกฎหมาย  เช่น จะจำนองที่ดินต้องจดทะเบียนจำนองที่สำนักงานที่ดิน  เจ้าหน้าที่ก็ต้องให้คู่สมรสจัดการยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ 

บางรายไม่ได้ยินได้ยอม แต่มารู้ทีหลังก็ไม่ว่ากระไร  กฎหมายถือเป็นการให้สัตยาบัน คือรับรอง  การที่ได้ทำไปโดยปราศจากความยินยอมในตอนต้น  อย่างนี้จะมาโวยทีหลังแล้วขอเพิกถอนไม่ได้ เช่น สามีให้เพื่อนยืมเงินไปสองแสน  มีกำหนดหนึ่งปี  ทำสัญญากันไว้ดิบดี ตกลงให้เพื่อนชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน  วันหนึ่งเพื่อนก็เอาเช็คค่าดอกเบี้ยมาให้ที่บ้าน พบภรรยาเลยให้เซ็นรับไว้ภรรยาก็ไม่ว่าอย่างไร  เพราะถือว่าภรรยาได้ให้สัตยาบันการกู้ยืมนี้แล้ว จะมาอ้างเพิกถอนทีหลังไม่ได้ 

ตามปกติ เราไม่มีวันรู้ว่าสามีภรรยาเขาเออออห่อหมกยินยอมกันจริงไหม  วันดีคืนดี สามีเอาภรรยามาร้องเพิกถอน  คนนอก็เสียหายได้ กฎหมายจึงป้องการการฮัวไว้ว่า ถ้าคนที่ได้รับผลจากการทำนิติกรรมนั้นๆ ได้ทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนแล้ว ก็เพิกถอนไม่ได้เช่นกัน สามีภรรยาได้แต่ไปจัดการเอาเรื่องกันเอง 

กรณีแบบนี้มักเกิดกับการซื้อขายที่ดินที่ไปใส่ชื่อสามีเพียงคนเดียวไว้ เพื่อให้จัดการได้คล่องแคล่ว  ต่อมาสามีไปแอบบขายที่ดินโดยไม่บอกภรรยามารู้ทีหลังจะจัดการเพิกถอนเอาที่ดินคืนไม่ได้  เพราะผู้ซื้อได้ซื้อไปโดยสุจริต และได้จ่ายค่าที่ดินแล้ว  การเพิกถอนนิติกรรมนี้ไม่ใช่เดินไปบอกให้เขาถอน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับที่ดิน จะไปบอกเจ้าพนักงานที่ดินไม่ได้ ต้องนำความไปห้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลเพิกถอน  แล้วนำคำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไปให้เจ้าพนักงานจดแจ้ง  และกำหนดเวลาในการฟ้องร้อง ก็จำกัดไว้ว่า ต้องทำภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้เหตุเพิกถอน  หรือไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรม  หมายความว่า ถ้าสามีนำสินสมรสไปให้ภรรยาน้อยเมื่อ 8 ปีที่แล้ว เราต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้ แต่ถ้าสามีให้ไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แม้จะเพิ่งรู้ก็สายเกินไป  ไม่ต้องกลัวว่าขอแล้วเขาหรือเธอไม่ยินยอม  การดื้อแพ่งกแล้งไม่ยอมโดยไม่มีเหตุผล  อีกฝ่ายหนึ่งก็อาศัยกฎหมายบังคับโดยการร้องขอต่อศาลให้สั่งอนุญาตแทนได้  หรือบางทีสามี หรือภรรยาอยู่ในสภาพที่ไม่อาจให้ความยินยอม เช่น อาการโคม่า หรือทิ้งร้างหายไปอีกฝ่ายก็อาศัยการร้องขอต่อศาลเป็นช่องทางในการทำนิติกรรมได้เช่นกัน
********************************************


Back to Top
secret View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 06 Feb 2010
Location: bkk
Online Status: Offline
Posts: 182
Post Options Post Options   Quote secret Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 30 Sep 2011 at 13:59 - IP: 58.8.180.19 IP Information
ขอบคุณค่ะ ที่นำข้อมูลดีๆๆมาให้อ่านค่ะTongueSmile
Back to Top
Pink-Maple View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 17 Jun 2010
Location: Canada
Online Status: Offline
Posts: 719
Post Options Post Options   Quote Pink-Maple Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 01 Oct 2011 at 01:51 - IP: 216.145.98.26 IP Information
น่ารักมากจ๊ะ ลงได้รวดเร็วทันใจวัยรุ่นตอนปลายจริงๆ
Our needs are few; our wants are many.
สิ่งที่อยากได้ มักมากกว่าความจำเป็น
Back to Top
Phanaphat View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 13 Feb 2011
Online Status: Offline
Posts: 442
Post Options Post Options   Quote Phanaphat Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 01 Oct 2011 at 21:18 - IP: 125.25.47.102 IP Information
Originally posted by Pink-Maple

น่ารักมากจ๊ะ ลงได้รวดเร็วทันใจวัยรุ่นตอนปลายจริงๆ

พี่นพเป็นประโยชน์กับสาวๆ ต้องรีบลง อิอิ ขอบคุณพี่นพที่แนะนำเรื่องนี้นะคะWink
Back to Top

Forum Jump Forum Permissions View Drop Down



This page was generated in 0.262 seconds.
ติดต่อทีมงานฯ Ladyinter.com ได้ที่ editor@thaicomp.com

free counters