Ladyinter.com Homepage
Forum Home Forum Home > Lady Friends > สะใภ้ ตุรกี > * สะใภ้ ตุรกี / Turkey
  New Posts New Posts RSS Feed: ศาสนาและวัฒนธรรม (ฉบับก๊อปปี้)
  FAQ FAQ  Forum Search   Register Register  Login Login

ศาสนาและวัฒนธรรม (ฉบับก๊อปปี้)

Author
mar_marty View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar
PR สะใภ้ ตุรกี

Joined: 13 Jun 2010
Location: Bangkok
Online Status: Offline
Posts: 745
Post Options Post Options   Quote mar_marty Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Topic: ศาสนาและวัฒนธรรม (ฉบับก๊อปปี้)
    Posted: 12 Sep 2012 at 22:02 - IP: 171.6.0.97 IP Information

อัสลามุอลัยกุม

ขออนุญาติก็อปปี้สิ่งดี ๆ ที่คุณ icecy ได้จัดหาข้อมูลต่าง ๆ
ที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้น้อง ๆ เพื่อน ๆ พี่ ๆ รุ่นต่อ ๆ ได้เรียนรู้
และนำไปใช้ประโยชน์ในภายภาคหน้าต่อไปค่ะ

ด้วยพระนามของอัลเลาะห์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

 
เรามาร่วม " เรียน & รู้ ศาสนาและวัฒนธรรม " ของประเทศตุรกี ไปพร้อมๆกันนะค่ะ
by icecy

ขอประเดิมเรื่องแรกด้วยเรื่อง การให้และรับสลาม นะค่ะ
 
การให้สลามเป็นการทักทายกันของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งพวกเราอาจจะคุ้นเคยหรือได้ยินอยู่บ่อยๆ
 
อัสลามุอาลัยกุม  แปลว่า ขอความสันติสุขจงมีแต่ท่าน เมื่อมีคนให้สลามแก่เรา ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องรับสลามค่ะ ด้วยการกล่าวว่าคำว่า
วาอาลัยกุมสลาม หมายถึง ขอความสันติสุขจงมีแต่ท่านเช่นกัน
 
การให้และรับสลามถือเป็นการขอดุอาอฺ อย่างหนึ่ง
 
มีหะดีษบทหนึ่งได้กล่าวถึงการให้สลาม ความว่า
 
มีชายคนหนึ่งได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม แล้วกล่าวว่า “อัสสลามมุอะลัยกุม” ท่านจึงตอบสลาม แล้วเขาก็นั่งลง แล้วท่านนบีก็บอกว่า “ได้สิบ” ต่อมามีคนอื่นมาหาอีก เขากล่าวว่า “อัสสลามุอะลัยกุม วะเราะฮฺมะตุลลอฮฺ” ท่านจึงตอบกลับ แล้วเขาก็นั่งลง ท่านบอกว่า “ได้ยี่สิบ” ต่อมาก็มีคนอื่นมาหาอีก เขากล่าวว่า “ อัสสลามุอะลัยกุม วะเราะฮฺมะตุลลอฮฺ วะบะเราะกาตุฮฺ” ท่านก็ตอบกลับ แล้วเขาก็นั่งลง ท่านบอกว่า “ได้สามสิบ” (เป็นหะดีษ เศาะฮีหฺ บันทึกโดย อบู ดาวูด : 5195 ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อบี ดาวูด : 4327, อัต-ติรมิซีย์ : 2689 ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อัต-ติรมิซีย์ : 2163)
 
++ แล้วเราหล่ะจะเลือกแบบไหน 10 , 20 หรือ 30 ^^
งั้นอ้อเลือก ได้บุญ 30 แระกัน LOLLOLLOL
 
อัสสลามุอาลัยกุม วาเราะฮ์มะตุลลอฮ์ วาบารอกาตุฮ์ แปลว่า ขอความสันติสุข, ความเมตตา และความจำเริญจากพระองค์อัลลอฮ์จงประสบแด่ท่าน
 
 
แล้วถ้ามีผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมเข้ามากล่าวสลาม ให้นั้น ต้องบอกว่า ไม่สามารถกระทำได้ แม้ว่าจะเป็นการหวังให้เขาได้รับความรู้สึกดีๆ  เพราะการให้สลามและการรับสลามนั้นเป็นการขอดุอา (วิงวอน) ต่อพระเจ้าของผู้ที่นับถืออิสลาม
 
สำหรับผู้ที่สนใจอิสลาม แต่ยังไม่ได้เข้ารับอิสลาม
หรือถ้ามีมุสลิมมากล่าวสลาม (เพราะคิดว่า อีกฝ่ายเป็นมุสลิม) ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมก็สามารถบอกไปได้ว่า ขอโทษค่ะ /ครับ มิใช่มุสลิมคะ/ครับ เป็นการแสดงให้เขาเห็นว่า เราแสดงความบริสุทธิ์ใจกับเขาด้วยค่ะ หากแต่จะจับมือทักทาย  (เฉพาะเพศเดียวกันเท่านั้น) สามารถทำได้ค่ะ
 
++  "วัสสลามมุอะลัยกุม" ใช้เมื่อเราจะจากกัน
 
++  เมื่อมีคนฝากสลามถึง หมายถึง บุคคลที่ 1 ฝากสล่าม ไปถึงบุคคลที่ 3 โดยฝากไปกับบุคคลที่ 2 ต้องตอบรับว่า "วะอะลัยกะ อะลัยฮิสสลาม " หมายความว่า "ขอความสันติ ความเมตตาจงมีแด่ผู้ให้(ฝากมา) และผู้นำ(ผู้รับฝาก)มาเช่นกัน " 

วันนี้หยาขออนุญาติ หยิบเอาข้อมูลหรือบทเรียนใน หนังสือ อิสลาม สำหรับผู้สนใจอิสลาม ที่หยากำลังศึกษาอยู่มาลงในห้องนี้นะค่ะ  เกี่ยวกับ   การเข้ารับอิสลามหรือการเป็นมุสลิม

          ตามหลักการอิสลาม มุสลิมก็คือผู้ที่เชื่อใน อัลลอฮฺ ว่าเป็นพระเจ้าที่แท้จริงแต่เพียงพระองค์เดียว  และปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์ในทุกย่างก้าวของชีวิตจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย
           การเป็นมุสลิมมิใช่เรื่องยาก หากใครก็ตามเชื่อใน อัลลอฮฺ และยอมที่จะปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของพระองค์และต้องการเข้ารับอิสลามเขาจะต้องปฏิบัติดังนี้
          1.  ปฏิญาณตนเข้ารับอิสลามว่า  :-
                 อัชฮะดุ อันลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ
             วะอัชฮะดุอันนะ มุฮัมมะดัรฺ รอซูลุลลอฮฺ           
        ซึ่งมีความหมายว่า " ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรแก่การเคารพบูชานอกเหนือจากอัลลอฮฺ และฉันขอปฏิญาณว่ามุฮัมมัดเป็นศาสนฑูตของพระองค์ "
         การปฏิญาณตนนี้ควรที่จะกระทำต่อหน้าผู้รู้เห็นเป็นพยานที่เป็นชายอย่างน้อย 2 คน ทั้งนี้เพื่อที่จะได้มีพยานยืนยันการรับเข้าอิสลามของตนเอง
           ทันทีที่ประกาศเข้ารับอิสลาม อัลลอฮฺจะอภัยบาปที่ผ่านมาให้แก่เขาและจะเริ่มต้นคิดบัญชีบาปบุญคุณโทษกันใหม่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
           2.  เมื่อกล่าวปฏิญาณตนดังกล่าวข้างต้นแล้ว เขาจะต้องอาบน้ำชำระล้างร่างกายเนื่องในการเข้ารับอิสลามตามขั้นตอนดังนี้  :-
         - ตั้งเจตนาว่า  " ข้าพเจ้าอาบน้ำชำระล้างร่างกายเนื่องในการเข้ารับอิสลามเพื่ออัลลอฮฺ "
           -  กล่าวคำว่า " บิสมิลลาฮิรเราะฮฺมา นิรฺเราะฮีม ( แปลว่า "ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ" )
         - ล้างมือทั้งสองข้าง 3 ครั้ง
           -  บ้วนปากและล้างรูจมูก 3  ครั้ง
           -  ล้างใบหน้าให้ทั่วตั้งแต่ตีนผมจนถึงใบหูและปลายคาง 3 ครั้ง
           -  ล้างแขนทั้งสองข้างจนพ้นข้อศอกข้างละ 3 ครั้ง โดยล้างข้างขวาก่อน
           -  เอามือที่เปียกน้ำลูบศรีษะจากด้านหน้าไปด้านหลังแล้วย้อนกลับมาด้านหน้าอีกครั้ง เสร็จแล้วให้เช็ดใบหูด้านนอกด้วยนิ้วหัวแม่มือและเช็ดใบหูด้านในด้วยนิ้วชี้ 1 ครั้งถือเป็นใช้ได้
           -  อาบน้ำให้ทั่วร่างกายตั้งแต่ผมจรดปลายเท้า จนแน่ใจว่าทุกส่วนของร่างกายได้รับการชำระล้างหมดจดแล้ว
           -  เอาน้ำล้างเท้า ถึงเลยตาตุ่มขึ้นมาข้างละ 3 ครั้ง โดยเริ่มจากข้างขวาก่อน เป็นอันเสร็จสิ้น
       3.  สำหรับชายให้แพทย์ขลิบหนังปลายอวัยวะเพศ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าเข้าสุนัต จะทำก่อนการปฏิญาณตนก็ได้
       4.  มีชื่อมุสลิมโดยจะตั้งเองหรือให้ใครตั้งก็ได้
       5.  เมื่อเป็นมุสลิมแล้วใหศึกษาคำสั่งสอนของอัลลอฮฺและคำสอนของท่านนบีมุฮัมมัด และปฏิบัติไปตามนั้น
by mayha_naphat


พยัญชนะภาษาอาหรับมี 28 ตัว  ดังนี้ค่ะ

  ซา  ث 

ตา  ت

 บา  ب

อะลิฟ  ا

  ดาล  د

  คฺอ  خ

  ฮา  ح

  ญฺีม  ج

  ซี่น  س

  ซัย  ز

  รอ  ر

  ซฺาล  ذ

  ตอ  ط

  ฎฺอด ض

ศฺอด  ص

  ชีน  ش

  ฟฺา ف

  เฆฺน  غ

  อีน  ع

  ซอ  ظ

  มีม  م

  ลาม  ل

  ก๊าฟ  ك

ก๊อฟ  ق

  ยา  ي

  เวา  و

  ฮา  هـ

  นูน  ن

 
** เวลาอ่านเริ่มอ่านจากขวาไปซ้ายนะค่ะ ^^ อะลิฟ,บา,ตา ... ฯลฯ ตัวไหนที่มีจุดด้านล่างแสดงว่าต้องเน้นเสียงหนักนะค่ะ


ث

ت

ب

ا

ثاء

تاء

باء

الف

ษาอฺ

ตาอฺ

บาอฺ

อะลิฟ

د

خ

ح

ج

دال

خاء

حاء

جيم

ดาล

คออฺ

หาอฺ

ญีม

س

ز

ر

ذ

سين

زاي

راء

ذال

สีน

ไซย์

รออฺ

ซาล

ط

ض

ص

ش

طاء

ضاد

صاد

شين

ฏออ

ฎอด

ศอด

ชีน

ف

غ

ع

ظ

فاء

غين

عين

ظاء

ฟาอฺ

อีน

ฆีน

ซอด

م

ل

ك

ق

ميم

لام

كاف

قاف

มีม

ลาม

กาฟ

กอฟ

ي

و

هـ

ن

ياء

واو

هاء

نون

ยาอฺ

วาว

ฮาอฺ

นูน

 
     
                                                 (เพิ่ม ء เป็นตัวออกเสียงของ ا)

 

ء

 

 

همزة

 

 

ฮัมซะฮฺ



การละหมาด 5 ครั้งใน 1 วัน กล่าวคือ เช้า 4  rakat เที่ยง 10 rakat  บ่าย 8 rakat  เย็น 5 rakat  และดึกอีก 13 rakat
 
ทีนี้จะมีบางบทในการละหมาดที่ไม่แน่ใจคำอ่าน อยากจะรบกวนช่วยเขียนคำอ่านเป็นภาษาไทยให้ทีได้ไหมคะ เพราะอยากจะทบทวนตัวเองว่าทำถูกต้องแล้วหรือไม่
 
ที่ไม่แน่ใจในคำอ่านก็มี
 

Other Supplication

Rabbenâ âtinâ fid-dünyâ haseneten ve fil-âhirati haseneten ve kınâ azâben-nâr Rabbenağfir lî ve livâlideyye ve lil-mü"minîne yevme yekûmul-hisâb

 

Qunut Supplication (อันนี้ใช้ในการละหมาด Witr (vitir))

Allahumma inna nasta'inuka wa nastaghfiruka, wa nu'minu bika, wa natawwakkalu alayika, wa nusni alayikal khaira, wa nashkuruka wa la nakforuka wa nakhla'u wa natruku manyafjoruk. Allahumma iyyaka na'budu wa laka nusalli wa nasjudu wa ilayika nasa wa nahfidu, wa narju Rahmataka wa nakhsha 'adhzabaka; inna adhabaka al-jidda bi al-kuffari mulhiq

 
แล้วการละหมาดสุดท้ายตอนกลางคืน ที่มีชื่อว่า Witr (vitir) ละหมาด 3 rakats ในภาษาไทยอ่านว่าอย่างไรคะ ต้องข้อโทษนะที่มาเป็นภาษาอังกฤษ คือเรียนรู้จากภาษาอังกฤษ เพราะมันเข้าใจง่าย ทีนี้งงกับคำอ่านบางคำก็เลยต้องมาถาม


ฝากคำแปลบทดุอาให้อ่านเล่นๆแล้วกัน ^^
 
ดุอาเพื่อโลกนี้และโลกหน้า
 
ร็อบบานา อาตีนาฟิรดุนยา ฮาซานะฮ์ วาฟินอาคีรอตีฮาซานะ วากีนา อาซาบันนาร
คำแปล “โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ได้โปรดให้เรามีความผาสุกทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และได้โปรดปกป้องเราให้พ้นจากการลงโทษแห่งขุมนรกด้วยเถิด”
 
ดุอาขอให้พ่อ-แม่
 
ร๊อบบิฆฟีรลีย์ วาลีวา ลีดัยยา วัรฮัมฮูมา กามา ร๊อบบายานี ศอฆีย์รอ 
คำแปล "ข้าแด่อัลลอฮฺ ขอพระองค์ได้ทรงอภัยโทษให้แก่ข้าพระองค์ และบิดามารดาของข้าพระองค์ และขอพระองค์ได้ทรงโปรดเมตตาแก่ท่านทั้งสอง เหมือนกับที่ท่านทั้งสองได้ให้ความเมตตาเลี้ยงดูข้าพระองค์ในวัยเด็ก"

วันนี้ขอแค่นี้ก่อนนะคะ จะพยายามมาอัพให้เรื่อย ๆ ค่ะ

!!...EVERYTHING HAS BEAUTY. BUT NOT EVERYONE SEES IT...!!
Back to Top
mar_marty View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar
PR สะใภ้ ตุรกี

Joined: 13 Jun 2010
Location: Bangkok
Online Status: Offline
Posts: 745
Post Options Post Options   Quote mar_marty Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 12 Sep 2012 at 22:13 - IP: 171.6.0.97 IP Information
ต่ออีกหน่อยนะคะ
หากขาดตก บกพร่องอย่างไรก็ขออภัยมานะที่นี้ด้วยค่ะ

เรื่อง นิสฟูชะอ์บาน นะค่ะ^^  http://www.sunnahstudent.com/forum/index.php?topic=3260.0

selamun aleyküm ค่ะ
วันนี้เอาลิงค์ที่เกี่ยวกับการละหมาดมาฝากจ้า


 เดือนรอมฎอน 

ตามแบบฉบับของท่านศาสดานบีมุฮำหมัด (ซ.ล.) ในการกำหนดวันที่ ของเดือนรอมฎอน (เดือนถือศีลอด) ก็คือ ให้ดูดวงจันทร์เสี้ยวในวันที่ 29 ของเดือนซะบาน เมื่อเวลาดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้ว ถ้าเห็นดวงจันทร์เสี้ยวให้ถือว่าวันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน แต่ถ้าไม่เห็นดวงจันทร์เสี้ยว ให้ถือว่าวันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 30 ของเดือนซะบาน และวันถัดต่อจากนั้นไปถือว่าเป็นวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน ดังปรากฏหลักฐานฮะดิษของท่านศาสดานบีมุฮำหมัด(ซ.ล.) ดังนี้

(( صُوْمُوْا لِرُؤْيَتِهِ ، وَأَفْطِرُوْا لِرُؤْيَتِهِ ،  فَإِنْ غُمَّ عَلَيْكُمْ فَأَكْمِلُوْا عِدَّةَ شَعْبَانَ ثَلاَثِيْنَ يَوْمًا ))

رواه البخاري (1810)  ومسلم (1080)

     “ท่านทั้งหลาย จงถือศีลอดเพราะเห็นเดือนเสี้ยว และจงละศีลอดเมื่อเห็นดวงจันทร์เสี้ยว (เลิกถือศีลอด) ถ้าหากมีเมฆเกิดขึ้นเหนือพวกท่าน (มีเมฆมาปกคลุมทำให้ไม่เห็นดวงจันทร์เสี้ยว) ก็ให้พวกท่านปล่อยเดือนซะบานให้ครบสามสิบวันเถิด (นับเดือนซะบานให้ครบสามสิบวัน)”  รายงานโดย บุคอรี (1810) และมุสลิม (1080)    

     ตามฮาดีษดังกล่าว จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ในวันที่ 29 ของเดือนซะบาน ซึ่งเป็นวันที่ต้องดูดวงจันทร์นั้น ถึงแม้มีดวงจันทร์อยู่แต่มีเมฆบังทำให้ไม่สามารถจะเห็นดวงจันทร์ได้ ท่านศาสดานบีมุฮำหมัด (ซ.ล.) ใช้ให้นับเดือนซะบานให้ครบสามสิบวันเสียก่อน จึงจะไปเริ่มวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน ท่านไม่ได้บอกว่าถ้าไม่เห็นดวงจันทร์ให้รอฟังข่าวจากประเทศอื่นที่อยู่ห่างไกล และถ้ามีประเทศใดที่อยู่ห่างไกลเห็นดวงจันทร์ให้ถือตามประเทศนั้น นอกจากนั้นยังมีฮะดิษยืนยันว่า เมื่ออยู่ในเมืองที่ห่างไกลจากกัน เช่น เมืองซามกับเมืองมะดีนะห์ ให้ถือเอาการเห็นดวงจันทร์ในเมืองนั้นกำหนด วันเริ่มต้นถือศีลอด (เริ่มวันที่หนึ่งของเดือนรอมฎอน) และเลิกถือศีลอด (เพราะเริ่มวันที่ 1 ของเดือนเซาวั้ล) ดังฮะดิษที่รายงานโดยมุสลิม  อบูดาวูด ติรมีซี และนะซาอี ดังนี้

عَنْ كُرَيْبٍ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ أَنََّ أُمَّ الْفَضْلِ بِنْتَ الْحَارِثِ بَعَثَتْهُ إِلَى مُعَاوِيَةَ بِالشَّامِ قَالَ : فَقَدِمْتُ الشَّامِ فَقَضَيْتُ حَاجَتَهَا وَاسْتُهِلَّ عَلَيَّ رَمَضَانُ وَأَنَا بِالشَّامِ ، فَرَأَيْتُ الْهِلاَلَ  لَيْلَةَ الْجُمُعَةِ ، ثُمَّ قَدِمْتُ الْمَدِيْنَةَ فِيْ آخِرِ الشَّهْرِ فَسَأَلَنِيْ ابْنُ عَبَّاسٍ : مَتَى رَأَيْتُمُ الْهِلاَلِ ؟ فَقُلْتُ : رَأَيْنَاهُ لَيْلَةَ الْجُمُعَةِ ، قَالَ :  أَنْتَ رَأَيْتَهُ ؟ قُلْتُ : نَعَمْ وَرَآهُ النَّاسِ وَصَامُوْا وَصَامَ مُعَاوِيَةُ  فَقَالَ : لَكِنَّا رَأَيْنَاهُ لَيْلَةَ السَّبْتِ ،  فَلاَ نَزَالُ نَصُوْمُ حَتَّى نُكْمِلَ ثَلاَثِيْنَ أَوْ نَرَاهُ  فَقُلْتُ : أَوَ لاَ تَكْتَفِيْ بِرُؤْيَةِ مُعَاوِيَةَ وَصِيَامِهِ  ، فَقَالَ : لاَ  ،  هَكَذَا أَمَرَنَا رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ .  رواه الخمسة إلا البخارى.

     ความว่า จากกุร๊อยบฺ ร.ฎ. เล่าว่า เนื่องจากอุมมัลฟัดลิ บินติ ฮาริส ได้ส่งกุรอ๊ยบฺไปหามุอาวียะห์ ณ เมืองซามแล้ว เมื่อฉันมาถึงเมืองชามและได้จัดทำธุระของนางเสร็จเรียบร้อย ได้ปรากฎเดือนรอมฎอนขึ้นแก่ฉัน โดยในขณะที่ฉันอยู่ที่เมืองซามนั้น ฉันเห็นดวงจันทร์ในตอนค่ำวันศุกร์ หลังจากนั้นฉันก็กลับมาที่มะดีนะห์ในตอนปลายเดือน แล้วอิบนิอับบัสก็ถามฉันว่า พวกท่านเห็นดวงจันทร์เมื่อใด ฉันก็ตอบว่า พวกเราเห็นในค่ำวันศุกร์ อิบนิอับบัสถามย้ำว่า ท่านเห็นมันเองหรือ ฉันตอบว่าถูกแล้ว และบรรดาประชาชนก็เห็นด้วย โดยพวกเขาได้ถือศีลอด และมุอาวียะห์ก็ได้ถือศีลอด อิบนิอับบัสจึงกล่าวว่า แต่พวกเรา (ในเมืองมะดีนะห์) เห็นดวงจันทร์ในค่ำวันเสาร์ ดังนั้นเราก็ยังคงต้องถือศีลอดเรื่อยไปจนกว่าจะครบสามสิบวัน หรือจนกว่าเราจะเห็นดวงจันทร์ ฉัน (กุร๊อยบ) จึงพูดว่า ยังไม่เพียงพออีกหรือกับการเห็นของมุอาวียะห์ และการถือศีลอดของเขา อิบนิอับบัสตอบว่า ไม่ แบบนี้แหละที่ท่านรอซูลุลเลาะห์ ซ.ล. ได้มีคำสั่งแก่พวกเรา (ให้ถือปฏิบัติ) รายงานโดยมุสลิม

** ทั้งนี้ การดูดวงจันทร์เพื่อกำหนดวันที่หนึ่งของเดือนอื่นๆ ก็ใช้หลักการเช่นเดียวกันนี้ **

อ้างอิง : http://www.islamicbangkok.or.th
!!...EVERYTHING HAS BEAUTY. BUT NOT EVERYONE SEES IT...!!
Back to Top
mar_marty View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar
PR สะใภ้ ตุรกี

Joined: 13 Jun 2010
Location: Bangkok
Online Status: Offline
Posts: 745
Post Options Post Options   Quote mar_marty Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 12 Sep 2012 at 22:16 - IP: 171.6.0.97 IP Information
จาก http://learners.in.th/blog/tsuhistory491011178/359983 ขอบคุณคนเขียนด้วยค่ะ

ต้นกำเนิดเชื้อสายตุรกี 

ในทางมานุษยวิทยาชาวตุรกีส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากชนเชื้อสายTurkic หรือ Turk ซึ่งอพยพเข้ามายังอนาโตเลียจากเอเชียกลางในทศวรรษที่ ๑๑ เติร์กเป็นชนชาติเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานย้อนหลังไปได้กว่า ๔,๐๐๐ ปี ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของชนเชื้อสายเติร์ก อยู่ในแถบเทือกเขาอัลไต (Altai Mountain) ในเอเชียกลาง(บริเวณตอนเหนือของประเทศมองโกเลียในปัจจุบัน) ด้วยเหตุนี้ ชนเชื้อสายเติร์กจึงถูกเรียกว่า “Altaic peoples” บันทึกหลักฐานเกี่ยวกับชนเชื้อสายเติร์กได้ปรากฎในบันทึกของจีน ในศตวรรษที่ ๒ ก่อนคริสตกาล ซึ่งกล่าวถึงชนเร่ร่อนที่อาศัยอยู่ในแถบเทือกเขาอัลไต  ซึ่งจีนเรียกชนตเร่ร่อนกลุ่มนี้ว่า “Hsiung-nu” หรือ “Hun” (ตามการอ้างอิงของตะวันตก)

การขุดค้นทางโบราณคดีในประเทศมองโกเลียเมื่อไม่นานมานี้ปรากฏหลักฐานยืน ยันชัดเจนว่า  ชาวเติร์กมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบมองโกเลียในปัจจุบัน ซึ่งเคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของชนเชื้อสายเติร์ก เรื่อยมาจนกระทั่งในราวศตวรรษที่ ๖ ชนเชื้อสายเติร์กได้เริ่มอพยพออกจากบริเวณเทือกเขาอัลไตและได้แยกย้ายกันไป ตั้งถิ่นฐานในดินแดนต่างๆ ครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างถึงประมาณ ๑๘ ล้านตารางกิโลเมตร สาเหตุของการเคลื่อนย้ายอพยพดังกล่าวเชื่อกันว่า มีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการเช่น  การเพิ่มของจำนวนประชากร เช่น การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรทำให้ต้องมีการแสวงหาพื้นที่ทำกินเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับได้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศในเอเชียกลางและปัญหา กระทบกระทั่งกับเพื่อนบ้านที่เข้มแข็งกว่า

ชาวเติร์กแต่เดิมเป็นชนเร่ร่อนจึงมีการแบ่งแยกออกเป็นหลายเผ่า  ตามที่ปรากฏในตราประจำตำแหน่งประธานาธิบดีของตุรกีซึ่งเป็นรูปดาวขนาดเล็ก ๑๖ ดวง ล้อมรอบดวงดาวขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ตรงกลางดาวทั้าง ๑๖ ดวง  นี้เป็นสัญลักษณ์แทนอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของชนเชื้อสายชาวเติร์ก ๑๖ อาณาจักร  เริ่มตั้งแต่อาณาจักร Hun ซึ่งก่อตั้งในศตวรรษที่ ๑๓ หากพิจารณาตามชาติพันธุ์วิทยาแล้ว  ชาวตุรกีควรจะมีหน้าตาคล้ายคลึงกับชาวเติร์กในประเทศเอเชียกลางได้แก่  ประเทศคาซัคสถาน อุซเบกิซสถาน  เติร์กเมนิสถาน และครีกีซสถาน  ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับคนมองโกเลีย 

อย่างไรก็ดี  ชาวตุรกีในปัจุบันมีรูปร่างหน้าตาไม่ค่อยจะเหมือนชาวเติร์กในเอเชียกลาง เท่าใดนัก  ทั้งนี้  อาจเพราะมีการแต่งงานข้ามชาติพันธุ์  ในช่วงที่บรรพบุรุษของชาวตุรกีในปัจจุบัน  อพยพมาจากเอเชียกลางมาทางทิศตะวันตกจนกระทั่งมาตั้งหลักปักฐานลงในอนาโตเลีย ศตวรรษที่ ๑๑  ไม่มีหลักฐานแน่ชัดพอที่จะระบุไว้  ชนเก่าแก่ที่เคยอาศัยอยู่ในอนาโตเลียก่อนที่เติร์กจะเข้ามา เช่น ฮิตไตต์  ฟรีเกีย  ลิเดีย  ลิเซีย  อูราทู และชนกลุ่มอื่นๆ  มีจำนวนหลงเหลืออยู่สักเท่าใด  อาณาจักรของชนเหล่านี้แจะล่มสลายไป  แต่ผู้คนในอาณาจักรเหล่านี้ไม่จำเป็นว่าจะต้องสูญสลายหายตามไปด้วย

ภายหลังตุรกีได้ลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงในอนาโตเลียแล้ว  ก็เริ่มแผ่ขยายอำนาจไปยังดินแดนต่างๆ  ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรไบแซนไทน์ จักรพรรดิ์ไบเซนไทน์ในยุคหลังๆ  พยายามที่จะผูกไมตรีกับเติร์ก เพื่อความอยู่รอดของตนเอง ในปี ค.ศ. ๑๓๔๕   สุลต่านออร์ฮัน (Orhan) พระราชโอรสของสุลต่านออสมัน ผู้สถาปนาอาณาจักรและราชวงศ์ออตโตมัน  ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงธิโอโดรา พระราชธิดาของจักรวรรดิ John Cantacuzenus แห่งไบเซนไทน์  สุลต่านออร์ฮัน  ทรงเป็นพระราชวงศ์ออตโตมันพระองค์แรกที่ได้พระชายาเป็นชนชั้นสูงของไบเซนไท น์ ภายหลังที่อาณาจักรออตโตมันได้แผ่ขยายอำนาจไปยังดินแดนต่างในยุโรปบอลข่าน และยุโรปตะวันออก  การแต่งงานระหว่างชาวออตโตมันเติร์กกับชาวยุโรปกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น ตั้งแต่ระดับชนชั้นสูง

นอกจากแต่งงานข้ามสายพันธุ์แล้ว  พลเมืองในยุโรปที่ตกเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิออตโตมัน เช่น ยุโรปบอลข่าน  จำนวนไม่น้อยได้หันมานับถือศาสนาอิสลาม  เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี  ซึ่งออตโตมันเรียกเก็บจากคนที่มิใช่มุสลิม  ในอัตราที่สูงกว่าที่เก็บจากคนที่เป็นมุสลิมถึงร้อยละ ๕๐ ชาวยุโรปเหล่านี้จำนวนไม่น้อยตัดสินใจหันมานับถือศาสนาอิสลาม  เพื่อที่จะไม่ต้องเสียภาษีดังกล่าวและมีโอกาสทำงานราชการกับออตโตมัน  ชาวยุโรปเหล่านี้จึงได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมุสลิมออตโตมัน

 

เติร์กกับศาสนาอิสลาม 

            ประมาณร้อยละ ๙๙ ของประชากรในประเทศตุรกีนับถือศาสนาอิสลาม  ชาวเติร์กซึ่งแต่เดิมอาศัยอยู่ในเอเชียกลางเริ่มมีการติดต่อสัมพันธ์กับคน ที่นับถือศาสนาอิสลามครั้งแรกในราวศตวรรษที่ ๘  โดยผ่านทางกองคาราวานสินค้าของชาวอาหรับ  ในราวศตวรรษที่ ๑๐ ชาวเติร์กส่วนใหญ่ได้เข้ามานับถือศาสนาอิสลามอาณาจักรของชาวเติร์ก ซึ่งก่อตั้งราวศตวรรษที่ ๙  เป็นอาณาจักรของชาวเติร์กมุสลิมแห่งแรกในเอเชียกลาง  นอกจากนี้อาณาจักรของชาวเติร์กเผ่า “Ghazna” ซึ่งเจริญรุ่งเรืองอยู่ในยุคเดียวกัน  ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอัฟกานิสถานในปัจจุบัน  ก็เข้ามานับถือศาสนาอิสลามด้วย ผู้นำของอาณาจักรแห่งนี้ชื่อ มาห์มุด  (Mahmud) เป็นผู้นำชาวเติร์กคนแรกที่ได้รับการเรียกขานตำแหน่งสุลต่านซึ่งเป็นคำใน ภาษาอาหรับแปลว่า “sovereign authority”

            ในช่วงที่เซลจุกเตอร์กขยายอำนานเข้ามาในอนาโตเลียในศตวรรษที่ ๑๑  ชาวเติร์กส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม  แต่ก็ไม่ทั้งหมด  ชาวเติร์กเผ่า Hazar ซึ่งได้สถาปนาอาณาจักรของตนเองในศตวรรษที่ ๗ และเป้น ๑ ใน ๑๖ อาณาจักรของชาวเติร์ก  ตามที่ปรากฏในตราประจำตำแหน่งประธานาธิบดีตุรกี  นับถือศาสนา Judaism หรือ ยิว  ในศตวรรษที่ ๑๒  อาณาจักรของชาวเติร์ก ได้ถูกทำลายเรื่องราวเกี่ยวชาวเตร์กยิวเผ่านี้ได้ถูกลบเลือนหายไป  จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้  มีชาวฝรั่งเศสเชื้อสาย ยิว  ชื่อนาย Marek Halter ได้เดินทางไปพบเมืองเล็กๆ  แห่งหนึ่งชื่อ “Krasnaya Sloboda” ตั้งอยู่ในเทือกเขาระหว่างประเทศอาเซอร์ไบจานและรัฐดากิสถาน ในรัสเซีย  เมืองแห่งนี้มีประชากรประมาณ ๖,๐๐๐ คน

            ก่อนการก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี  ชาวกรกีออโธด็อก  เป็นกลุ่มชนที่สำคัญในอนาโตเลีย  วัฒนธรรมกรีกในอนาโตเลียมีประวัติย้อนหลังไปถึงสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์   มหาราช  ยกกองทัพเข้ามายังอนาโตเลียในศตวรรษที่ ๔ ก่อนคริสตกาลในสมัยไบเซนไทน์ภาษาและวัฒนธรรมของกรีกได้รับการยอมรับ อย่างกว้างขวางในอนาโตเลีย  ชาวกรีกออโธด็อกในอนาโตเลียจึงมีอยู่จำนวนไม่น้อย  ภายหลังการลงนามสนธิสัญญาโลซานน์ในปีค.ศ. ๑๙๒๓  ซึ่งนำไปสู่การสถาปนาสาธารณรัฐตุรกีและรัฐบาลขงกรีซและตุรกีก็ได้ตกลงแลก เปลี่ยนประชากรกัน  โดยชาวเติร์กในกรีซกว่า ๕ แสนคน  และชาวกรีกในตุรกีกว่า ๑.๓ ล้านคน

            การแลกเปลี่ยนประชากรดังกล่าวมีขึ้นเพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อ ชาติและศาสนาที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต  ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ กรีซได้ส่งกองทัพเข้ามายึดดินแดนในแถบทะเลอีเจียนของตุรกี  การยึดครองดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่ชาวเติร์กผู้รักชาติ   และได้นำไปสู่การต้อสู้ระหว่างกองกำลังภายใต้การนำของอตาเติร์ก  และกองทหารกรีซ  ในสงครามเพื่ออิสรภาพระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๑๙- ๑๙๒๓ ผลของการโยกย้ายประชากรดังกล่าว  ภายหลังสงครามยุติลง  ทำให้ประชากรส่วนใหญ่ของตุรกีประมาณร้อยละ๙๙ เป็นชาวมุสลิม

 

ความเชื่อในดวงตาที่ประสงค์ร้าย  ( Evil eye)  ของชาวตุรกี 

            ตาสีฟ้าหรือที่นักท่องเที่ยวทั่วไปมักจะเรียกว่า Blue eye เป็นของที่ระลึกอย่างหนึ่งที่ใครมาเที่ยวตุรกีแล้ว  มักจะหาซื้อกลับไปเป็นของฝาก  ตาสีฟ้าที่จริงแล้วเป็น

“เครื่องราง” อย่างหนึ่งของชาวตุรกีที่มักจะนิยมแขวนไว้ตามบ้านเรือนทั่วไปโดยเฉพาะบริเวณ ทางเข้าบ้าน  ความเชื่อในเรื่อง ดวงตาแห่งความชั่วร้ายมีทั่วไปในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลอีเจียน   และได้แพร่ไปไกลถึงเอเชียกลางและยุโป  ไม่มีใครรู้แน่ชัดถึงต้นกำเนิดของความเชื่อเรื่องดังกล่าวนี้  แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์เชื่อว่า  ความเชื่อในเรื่องดวงตาแห่งความชั่วร้ายมีมานานแล้ว  ตั้งแต่สมัยอียิปต์และฮิตไตต์  ฉลองพระองค์ของฟาโรห์ตูตังคามูน  ของอียิปต์  ปักเป็นลวดลายคล้ายดวงตา  เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย  บันทึกของชาวสุเมเรียนเมื่อหว่า ๓,๐๐๐ปี ก่อนคริสตกาล  ก็มีการกล่าวถึงดวงตาแห่งความชั่วร้ายไว้เช่นกัน

            ความเชื่อที่ว่า  ความประสงค์ร้ายสามารถส่งผ่านทางดวงตา  ได้นำไปสู่การสร้างดวงตาเพื่อมาขับไล่ดวงตาแห่งความชั่วร้าย  ชื่อภาษาอังกฤษที่เรียกดวงตาชั่วร้ายที่คอยขับไล่ว่า “ Evil eye” ความจริงแล้วเป็นชื่อเรียกที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก  เพราะที่จริงแล้ว ดวงตาดังกล่าวนี้เป็นดวงตาที่ให้คุณ  ดังนั้นที่ถูกต้องจึงควรเรียกว่า “Benevolent eye”  มากกว่า ชาวโรมันเรียก ดวงตาที่คอยขับไล่ดวงตาแห่งความอิจฉาริษยา  ที่คอยจ้องมองเพื่อทำลายหรือทำให้เกิดสิ่งไม่ดีต่างๆ ชาวนาในประเทศไอร์แลนด์มักจะแขวนลูกแก้วสีฟ้าไว้ที่ประตูโรงนา  เพื่อปกป้องสัตว์เลี้ยงจากดวงตาอิจฉาริษยาของเพื่อนบ้าน  ชาวตุรกีก็มีความเชื่อคล้ายๆกัน  โดยจะแขวนดวงตาสีฟ้าไว้ที่ประตูทางเข้าบ้าน  เพื่อขับไล่ดวงตาแห่งความอิจฉาริษยา  เดิมทีดวงตาดังกล่าวนี้ทำด้วยดินเผาแล้วนำมาย้อมสี  ต่อมาได้มีการนำเอาแก้วมาทำเป็นดวงตา  ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมีย  ในอนาโตเลีย ดวงตาสีฟ้านี้สามารถหาซื้อได้โดยทั่วประเทศตุรกี

 

ภาษาตุรกี 

เนื่องจากตุรกีเป็นประเทศมุสลิม  ซึ่งบังแอิญมีชายแดนติดต่อกับประเทศมุสลิมตะวันออกกลาง  คนไทยบางคนจึงเข้าใจว่า  ภาษาราชการของตุรกี คือ ภาษาอารบิค  ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่  ชาวตุรกีมีภาษาของตนอง  ในทางภาษาศาสตร์ภาษาตุรกีจัดอยู่ในตระกูลภาษา  Ural-Altic ภาษาในตระกูลนี้แบ่งออกได้เป็น๓ สาย และได้แตกแขนงออกมา  และพัมนากลายเป็นภาษากลุ่มใหม่เรียกว่า Chuvash ในปัจจุบันมีประชาชนที่ใช้ภาษานี้เพียงประมาณ ๑.๗ ล้านคน  ในเขตปกครองตนเอง ในสหพันธรัฐรัสเซีย 

แม้ว่าภาษาในกลุ่มตุรกีตะวันออก  จะสามารถแบ่งแยกออกเป็น ๕ กลุ่ม  แต่ประชาชนที่พูดภาษาใน๕ กลุ่มนี้ สามารถสื่อสารพอเข้าใจกันได้โดยสามารถเข้าใจภาษาใดภาษาหนึ่งจะช่วยให้เข้าใจ ความหมายของคำและประโยคง่ายๆในภาษาอื่นๆใน๕กลุ่มนี้ได้ในบรรดาประเทศในกลุ่ม Turkic republic ภาษษพูดของตุรกีอาเซอร์ไบจานมีความคล้ายคลึงกันมากที่สุด  ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ในปีค.ศ. ๑๙๙๑ ประเทศ Turkic republics ซึ่งเคยเป็นอดีตสาธารณรัฐของสภาพโซเวียตได้หันมาใช้ภาษาท้องถิ่นเดิมของตน มากขึ้น  อาเซอร์ไบจานเป็นประเทศแรกที่ประกาศการเปลี่ยนแปลงภาษาของตน  โดยหันมาใช้ตัวอักษรโรมันแทนตัวอักษรรัสเซีย  แบบเดียวกับตุรกี  ที่ได้ใช้ตัวอักษรโรมันมาตั้งแต่ปี ๑๙๒๘

ภาษาในตระกูล Turkic มีแต่ภาษาพูดไม่มีภาษาเขียน  ภายหลังที่ศาสนาอิสลามได้รับการยอมรับจากชาวเติร์กส่วนใหญ่ในศตวรรษที่ ๑๐ ตัวอักษรอารบิคได้ถูกนำใช้ในภาษาเขียนของชาวเติร์ก  ภายหลังการประกาศจัดตั้งเป็นสาธารณรัฐตุรกี  ตัวอักษรอารบิคได้ถูกแทนที่โดยตัวอักษรโรมัน  จุดประสงค์สำคัญของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคือ  เพื่อส่งเสริมการใช้คำดั้งเดิมในภาษาตุรกีแทนการใช้คำในภาษาอาหรับและ เปอร์เซีย  ซึ่งถูกยืมมาใช้อย่างแพร่หลายในภาษาตุรกี  นอกจากนี้ตัวอักษรโรมันยังช่วยให้การออกเสียงในภาษาตุรกีสามารถกระทำได้ใกล้ เคียงกว่าการใช้ตัวอักษรอารบิค  อย่างไรก็ดี  แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงการใช้ตัวอักษรจะมีส่วนให้อัตราการรู้หนังสือของชาว ตุรกีเพิ่มมากขึ้น  และทำให้เข้าใจวัฒนธรรมและอารยธรรมตะวันตกสะดวกง่ายขึ้น  แต่ก็ทำให้คำในภาษาตะวันตกโดยเฉพาะภาษาอังกฤษถูกยืมมาใช้ในมากในภาษาตุรกี

 

อาหารของชาวตุรกี 

                        อาหารหลักของชาวตุรกี จะมีที่ทำมาจากแป้ง และเนื้อสัตว์และย่าง  อาหารที่ทำจากแป้งสาลี

๑) Ekmek ขนมปังธรรมดา  ขนมปังประเภทนี้มักจะทำเป็นรู ปเรียวมนด้านบนมีรอยปริของขนมปัง   เป็นอาหารหลักของคนตุรกีที่นิยมบริโภคทั่วไป  โดยจะรับประทานพร้อมกับอาหารคาวต่างๆแบบเดียวกับที่คนไทยนิยมรับประทานข้าว กับอาหารต่างๆ

๒) Pide ขนมปังแผ่นเรียบ  เป็นขนมปังที่พบเห็นได้ทั่วไปในประเทศมุสลิม

๓) Simit ขนมปังที่ทำเป็นรูปวงแหวนโรยงา  ขนมปังประเภทนี้จัดเป็นอาหารว่างยอดนิยมของชาวตุรกี  โดยจะมีคนแบกใส่ถาดเดินขายอยู่ทั่วไป  คนขายมักจะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อ  แต่ก็มีรสชาติดีโดยเฉพาะตอนที่ทำเสร็จใหม่ๆ Simit ที่ผลิตในกรุงอังการาจะมีรสชาติดีกว่าของเมืองอื่นๆ

๔)Manti  เป็นแป้งห่อไส้ต่างๆ รับประทานกับโยเกิร์ต  และเนยเหลว นอกจากอาหารที่ทำด้วยแป้งสาลีแล้ว  ข้าวก็เป็นธัญพืชอีกประเภทหนึ่งที่ชาวตุรกีนิยมรับประทาน  ไม่ใช่ข้าวสวยเปล่าๆ  อย่างที่คนไทยบริโภคกัน แต่เป็นข้าวคลุกกับเนย

 

อาหารประเภทย่าง

            อาหารประเภทเนื้อย่าง  หรือที่เรียกรวมๆกันว่า “Kebab” เป็นอาหารดั้งเดิมของชาวเติร์ก  เนื่องจากปรุงง่ายเหมาะสำหรับชนเร่ร่อน  ที่อาศับในกระโจมและมีการก่อไฟนอกกระโจม  ในตุรกี  เนื้อย่างที่ใช้มี ๓ ประเภทคือ  ไก่ วัว และแกะ อาหารประเภทเนื้อย่างมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท  ประเภทที่ชาวต่างประเทศมักจะรู้จักคุ้นเคยได้แก่ Sis Kebab และ Doner Kebab เนื้อย่างทั้งสองประเภทนี้ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารของชาวกรีก  คือเนื้อที่หั่นเป็นชิ้นๆและนำไปเสียบกับไม้หรือเหล็กเพื่อนำไปย่าง เนื้อที่นำมาโปะทับกันเนก้อนใหญ่เสียกับแกนเหล็กแล้วนำไปย่างในเครื่องย่าง ที่หมุนได้  เนื้อส่วนที่ย่างสุกแล้วจะถูกนำมาเฉือนนำไปรับประทานกับขนมปัง

            ร้านชายอาหารประเภทเนื้อย่างหรือที่เรียกว่า “ Kebabci” มีอยู่ด้วยกัน๒ ประเภทใหญ่ๆ  คือร้านแบบ “ lahmacun” จะขายอาหารที่ทำด้วยแป้งแผ่นเรียบกับเนื้อ  กับร้านที่เรียกว่า “Adana”   ซึ่งเป็นชื่อจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกีที่มีชื่อ เสียงในเรื่องการทำเนื้อย่าง

            มีข้อสังเกตุอีกอย่างเกี่ยวกับวัฒนธรรมการบริโภคอาหารของชาวตุรกีคือจะไม่ ค่อยเห็นการขายอาหารตามริมฟุตบาทโดยใช้รถเข็นหรือแผงลอย  อย่างในประเทศแถบเอเชีย  ในประเทศตุรกี  ถ้าจะกินอาหารก็ต้องเดินเข้าร้านอาหาร  จะไม่มีการมาประกอบอาหารจำหน่ายและนั่งกินกันข้างถนน  เข้าใจวว่าในอดีตอาจจะเคยมีอยู่บ้างเหมือนกัน  แต่ได้เลิกไปเพื่อให้เข้ากับมาตรฐานยุโรป

 

อาหารประเภทที่มีผัก

            อาหารประเภทที่มีผักแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ ผักสด ผักที่นำมาปรุงด้วยน้ำมันโอลีฟและผักที่นำมาใช้ห่อหรือยัดไส้ หรือที่เรียกว่า “ Dolma” หากเป็นการยัดไส้ ไส้ข้างในจะเป็นเนื้อ  ผักที่นำมายัดไส้ส่วนมากจะได้แก่  มะเขือยาว มะเขือเทศ และพริกเม็ดใหญ่ แต่หากเป็นการห่อไส้ ไส้ที่อยู่ข้างในจะเป็นข้าวที่มีการปรุงรสและผสมมาแล้วอย่างดี  ผักที่นิยมมาใช้ห่อข้าวได้แก่ กะหล่ำปลีและใบองุ่น

 

อาหารทะเล

            ประเทศตุรกีเป็นประเทศที่มีทะเลล้อมรอบถึง ๔ ทะเล อาหารทะเลจึงไม่น่าจะเป็ฯของหายากในประเทศนี้  แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจว่า  อาหารทะเลที่มีขายตามท้องตลาดส่วนใหญ่จะเป็นอาหารประเภทปลา  สัตว์ทะเลอื่นๆ โดยเฉพาะสัตว์ที่มีกระดอง ปู จะหารับประทานได้ยากมาก  กุ้งและหอยพอจะหาซื้อรับประทานได้บ้างแต่ก็มีราคาแพง  ชาวตุรกีส่วนใหญ่ไม่นิยมรับประทานสัตว์ที่มีกระดองทั้งนี้อาจเป็นเพราะความ เชื่อในทางศาสนา  ปลาจึงเป็นสัตว์ทะเลที่ยอดนิยมของชาวตุรกี ประมาณร้อยละ  ๗๐ ของปลาที่ชาวตุรกีนิยมบริโภคเป็นปลาทะเล  ปลาทะเลยอดนิยมของชาวตุรกีได้แก่ปลา “Hamsi” ซึ่งเป็นปลาขนาดเล็กจับได้ในทะลดำในฤดูหนาว ในประเทศตุรกีปลาจะชุกชุม  เนื่องจากฝูงปลาจะพากันอพยพหนีหนาวจากทางตอนเหนือขงทะเลดำลงมาทางใต้เข้า ใกล้ชายฝั่งตุรกี  ซึ่งเป็นช่วงที่ปลากำลังโตได้ที่พอดี  ในฤดูร้อนปลาจะหารับประทานได้น้อย  ร้านขายปลาส่วนใหญ่จึงมักหยุดกิจการชั่วคราว เนื่องจากไม่ค่อยมีปลาขาย การปรุงอาหารประเภทปลาของชาวตุรกีจะมีเพียง ๒ ประเภทเท่านั้น คือการทอด และปิ้งธรรมดาๆ

 

ขนมหวาน

 

            ขนมหวานของตุรกีมีหลายประเภท  แต่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วโลกและเป็นที่ชื่นชอบของบุคคลทั่วไปโดย เฉพาะเด็กๆ  ได้แก่ “เตอร์กิชดีไลท์” ซึ่งจะทำเป้นก้อนสี่เหลี่ยมเล็กๆคลุกกับแป้งสีขาวหรือมะพร้าว  มีรสหวานจัด ขนมหวานอีกประเภทหนึ่งที่มีชื่อเสียงของตุรกีคือ “Baklava” ซึ่งแต่กสาขาย่อยออกไปอีกหลายประเภท  ขนมของตุรกีที่มีรสหวานจัด  สำหรับคนไทยอาจจะกล่าวได้ว่า หวานชนิดแสบได้แสบคอ ขนมตุรกีนิยมทานกับน้ำชา  หรือกาแฟ  นอกจากจะมีรสชาติที่หวานมากของน้ำตาลแล้ว  ขนมหวานบางประเภทยังมีส่วนผสมของนมแพะด้วย  สำหรับคนที่ไม่ค่อยจะคุ้นกับนมแพะอาจจะไม่ค่อยชอบกลิ่น  นอกจากขนมหวานมนตระกูล“Baklava”แล้วขนมหวานอีกประเถทหนึ่ง  ซึ่งสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในตุรกีคือ “Lokma” ซึ่งเป็นแป้งที่นำไปทอดในน้ำมันแล้วนำมาแช่ในน้ำเชื่อม 

 

ขนมหวานเตอร์กิซดีไลท์

 คงไม่มีขนมหวานชนิดไหนเลื่องชื่อเท่าขนมชนิดนี้ของตุรกีที่รู้จัก ไปทั่วโลก หรือที่เรียกภาษาตุนกีว่า “ โลคุม” ซึ่งมีรูปร่างคล้ายลูกเต๋าคลุกอยู่ในแป้งสีขาว  เนื้อของขนมลักษณะเหนียวใส  มีรสหวานจัด  มักนิยมรับประทานกับชาหรือกาแฟ ขนมชนิดนี้มีกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๗๗๗  โดยฝีมือของพนักงานทำขนมหวานในราชสำนักของออตโตมันชื่อ Haci Bekir เข้าใจว่านายผู้นี้คงได้แนวคิดในการประดิษฐ์ขนมชนิดนี้จากขนมชนิดหนึ่ง   ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ขนมดังกล่าวนี้เป็นขนมที่นิยมบรโภคกันในแถบตะวันออกกลางโดยหลักฐานกล่าวถึง ขนมชนิดนี้ ในศตวรรษ ๑๔

ขนมที่นายผู้นี้คิดดัดแปลงประดิษฐ์ขึ้นในตอนแรกเรียกว่า “rahat ul – hulkum” ซึ่งมีความหมายในภาษาอารบิคว่าความเบิกบานสำหรับลำคอ ขนมชนิดนี้ได้กลายเป็นที่นิยมไปทั่วในจักรวรรดิออตโตมันและประเทศอื่นๆ   ในเวลาต่อมา  นักเดินทางชาวอังกฤษผู้หนึ่งซึ่งได้เดินทางมานครอิสตันบลูในศตวรรษที่ ๑๘ ได้มีโอกาสทดลองรับประทานขนมชนิดนี้และรู้สึกชอบมากจึงได้ตั้งชื่อขนมว่า Turkish delight  นาย Haci ได้ส่งขนมที่ตนเองประดิษฐ์ขึ้นไปเข้าประกวดในยุโรปในปี ค.ศ ๑๘๗๓ และได้รับรางวัล

ในเรื่องของอาหารคนตุรกีค่อนข้างจะมีอนุรักษ์นิยมสูงพอสมควร  คือไม่ค่อยชอบรับประทานอาหารต่างชาติที่ตนเองไม่คุ้นเคย  อาหารที่ชาวตุรกีรับประทานจึงมีรูปแบบที่ตายตัว  ไม่ค่อยมีการเปลียนแปลงหรือปรับปรุง  ตามประวัติอาหารของชาวตุรกีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในศตวรรษที่ ๑๘ และ ๑๙ หลังจากนั้น  อาหารของชาวตุรกีค่อนข้างจะคงที่  ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงหลัง ๑๐ ปีที่ผ่านมา  ไม่ว่าจะเดินทางไปที่แห่งตำบลใด ในภาคใดของตุรกีรูปแบบจะไม่มีการแตกต่างกันเลย  นอกจากนี้ในช่วงฤดูถือศีลอดของชาวมุสลิม  อาหารจะมีขายคึกคักมากเป็นพิเศษกว่าช่วงปกติ  ไม่ว่าจะเป็นในตลาดสด  หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต  ซึ่งทำให้รู้สึกเหมือนว่า  ในช่วงฤดูถือศีลอดคนตุรกีทั่วไปอาจจะบริโภคอาหารมากขึ้นกว่าปกติด้วยซ้ำ

 

 กาแฟตุรกี 

          กาแฟ ตุรกีเป็นเครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ  มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไปโลกกาแฟมีถิ่นกำเนิดในประเทศเอธิโอเปีย   ในสมัยโบราณเรีกว่า  อะบิสซิเนีย  ตามตำนานเล่าว่า  คนเลี้ยงแพะสังเกตพบว่า  เวลาที่แพะกินผลไม้จากต้นไม้ชนิดหนึ่งเข้าไปจะรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวาขึ้น มาทันที  จึงได้ไปบอกกับนักบวชในศาสนาผู้หนึ่งชื่อ Shazili นักบวชผู้นี้ได้ทดลองนำเมล็ดจากต้นไม้ดังกล่าวมาต้มดื่มดู  ปรากฏว่า  เมื่อดื่มเข้าไปแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้นมาโดยทันที  ในศตวรรษที่ ๑๕ ข้าหลวงออตโตมันประจำเยเมน  ชื่อ Ozdemir Pasha ได้เมล้ดพืชดังกล่าวจากเอธิโอเปียไปเพาะขยายพันธุ์ในเยเมน  ทำให้เยเมนกลายเป็นแหล่งผลิตกาแฟที่สำคัญในเวลาต่อมา  อย่างไรก็ดี  เนื่องจากปริมาณความต้องการกาแฟได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆกาแฟที่ผลิตได้จาก เยเมนจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการ  ภายหลังที่โคลัมบัสได้ค้นพบทวีปอเมริกา  ได้มีการนำพันธุ์ไปเพาะขยายพันธุ์ในทวีปอเมริกาใต้ซึ่งมีอุณหภูมิที่เหมาะสม   ทำให้กาแฟขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว

            กาแฟถูกนำเข้ามายังเยเมน  และได้ถูกเผยแพ่ต่อไปยังประเทสยุโรปอื่นๆ  ตามประวัติเล่าว่า  ภายหลังที่ออตโตมันไม่ประสบความสำเร็จในการตีกรุงเวียนนาครั้งที่ ๒  ในปี ค.ศ. ๑๖๘๓   กองทหารออตโตมันได้ทิ้งกระสอบบรรจุเมล็ดกาแฟ  จำนวนหลายร้อยถุงไว้นอกกำแพงกรุงเวียนนา  ทหารออสเตรียได้ไปพบจึงนำไปเผาทำลาย  นายทหารคนหนึ่ง ชื่อ kolschizky ซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นครอิสตันบลูได้กลิ่นกาแฟที่กำลังถูกเผา  จึงนำกาแฟที่เหลือรอดจากการถูกเผาไฟไปเผยแพร่ให้ชาวออสเตรเลียรู้จัก  และได้กลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของชาวออสเตรเลียและชาวยุโรปอื่นๆ

            ในสมัยออตโตมัน  กาแฟเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในราชสำนักและของประชาชนทั่วไป  ชาวตุรกีเรียกกาแฟว่า “Kahve” ซึ่งสันนิษบานว่า  อาจจะมาจากชื่อของที่ราบสูง “Kaffa” ในประเทสเอธิโอเปีย  หรืออาจจะมาจากคำในภาษาแอฟริกาว่า “Kahve” ซึ่งมีความหมายว่าไวน์  ในสมัยสุลต่านเมห์เมตที่ ๔ กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ยอดนิยมในราชสำนัก  ถึงกับมีการแต่งตั้งพนักงานประจำทำหน้าที่เตรียมกาฟถวายสุลต่าน นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าว่า  หากพระราชมารดาของสุลต่านต้องการจะแนะนำนางพระกำนัลคนใหม่ให้สุลต่านได้ รู้จัก  ก็จะโปรดให้นางพระกำนัลคนนั้นนำกาแฟไปถวายแด่สุลต่าน เพื่อเป็นการแนะนำตัว

            กาแฟกลายเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมแพนชร่หลายมากขึ้นในหมู่ชาวตุรกี ทั่วไปการดื่มกาแฟนอกจากจะเพื่อความสำราญส่วนตัวแล้ว  ยังเป็นกิจกรรมทางสังคมที่สำคัญ และได้นำไปสู่ประเพณีการทำนายโชคชะตาจากถ้วยกาแฟตุรกี  ซึ่งเป็นที่นิยมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่สตรี  วิธีการทำนาย  คือ  เมื่อดื่มกาแฟหมดถ้วยแล้ว  ผู้ดื่มจำคว่ำถ้วยกาแฟตุรกี  ซึ่งเป็นถ้วยขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน ๒ นิ้ว และกล่าวคำอธิษฐาน “kahve pir, kalbime gir, kalbimden Cik, fincana gir” ซึ่งมีความหมายว่าขอให้กาแฟเข้าไปสู่หัวใจของข้าพเจ้า  แล้วกลับออกมา  และเข้าไปในถ้วยกาแฟ หมอดูจะทำการเปิดถ้วยกาแฟ  เพื่อดูคราบกาแฟในถ้วย โดยจะกล่าวคำว่า “Neyse halin Ciksin falin” ซึ่งมีความหมายว่า ข้าพเจ้าหวังว่าโชคชะตาของคุณจะปรากฏอยู่ในถ้วยใบนี้

 

บรรณานุกรม

วราภรณ์ พลอยบริสุทธิ์,ตุรกี:มนต์เสน่ห์แห่งสองทวีป,กรุงเทพฯ:อนุสาร อสท. ๒๕๓๗

ไพศาล หรูพาณิชย์กิจ,ตุรกีอดีตถึงปัจจุบัน,กรุงเทพฯ:เคลิดไทย ,๒๕๔๖

ปิ่น  บุตรี , ตุรกีไม่มีเหงา,กรุงเทพ :ซันมูนทรี , ๒๕๕๑

!!...EVERYTHING HAS BEAUTY. BUT NOT EVERYONE SEES IT...!!
Back to Top
mar_marty View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar
PR สะใภ้ ตุรกี

Joined: 13 Jun 2010
Location: Bangkok
Online Status: Offline
Posts: 745
Post Options Post Options   Quote mar_marty Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 12 Sep 2012 at 22:20 - IP: 171.6.0.97 IP Information
ปรัชญาของวันอีดกุรบาน
 
สรรพสิ่งแห่งการสรรสร้างของพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ) สามารถแบ่งออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่
1- กลุ่มที่จะปฏิบัติตามอารมณ์ความต้องการในทุกๆ สถานการณ์ อาธิเช่น บรรดาสัตว์
2- กลุ่มที่จะคอยปฏิบัติตามคำสั่งประการเดียว อาธิเช่น มวลมะลาอิกะฮ์
3- กลุ่มที่บางครั้งจะปฏิบัติตามอารมณ์ความต้องการของตนเอง แต่บางเวลาก็มีความสำนึกที่จะเลือกปฏิบัติตามคำสั่งบ้างเป็นครั้งคราว ปะปนกันไป กลุ่มที่สามนี้ คือมนุษย์


มนุษย์ เมื่อเข้าสู่ภาวะที่ต้องเลือกระหว่างสองทางเลือก คือเลือกปฏิบัติตามความปรารถนาของตนเอง หรือเลือกปฏิบัติตามคำสั่งที่ถูกบัญญัติไว้ และสองทางเลือกดังกล่าวมีผลอย่างใหญ่หลวงต่อจิตวิญญาณ และการใช้ชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้า


หากมนุษย์เลือกปฏิบัติตามอารมณ์ปรารถนาของตนเองโดยไม่แยแสต่อพระบัญญัติที่มี แน่นอนก็คงไม่ต่างอะไรนักกับ กลุ่มแรก นั่นคือสัตว์เดรัจฉาน มิหนำซ้ำมนุษย์ผู้นั้นจะมีสภาพที่ต่ำต้อยยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นเสียอีก ด้วยเหตุผลที่ว่า มนุษย์ผู้นั้นเขามีสติปัญญา มีความคิด เข้าใจและรู้จักแบบอย่างอันดีงามจากบรรดาศาสดาของพระผู้เป็นเจ้า แต่เขากลับละเลยที่จะใช้สติปัญญา และความคิด ต่างกับสัตว์ ซึ่งพวกมันไม่มีสติปัญญา และความคิด


ดั่งพระดำรัสของอัลลอฮ์ (ซ.บ) ในซูเราะฮ์ อัลอะอ์รอฟ โองการที่ 179 "และมนุษย์ โดยที่พวกเขามีหัวใจซึ่งพวกเขาไม่ใช้มันทำความเข้าใจและพวกเขามีตา ซึ่งพวกเขาไม่ใช่มันมอง และพวกเขามีหู ซึ่งพวกเขาไม่ใช้มันฟังชนเหล่านี้แหละประหนึ่งปศุสัตว์ ใช่แต่เท่านั้น พวกเขาเป็นผู้หลงผิดยิ่งกว่า ชนเหล่านี้แหละ พวกเขาคือผู้ทีเผอเรอ"


จากโองการข้างต้น มนุษย์ที่น่ารังเกียจที่สุดคือมนุษย์ซึ่ง แกล้งเป็นใบ้ แกล้งหูหนวก แกล้งตาบอด ไม่ยอมที่จะใช้สติปัญญา และความคิด (ซึ่งมีพระดำรัสของพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ) อยู่ในซูเราะฮ์อัลอัมฟาล โองการที่ 22) แม้ว่าบางครั้งบางโอกาส บางเรื่องไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดและสติปัญญาเลย เขาก็ยังแกล้งตีมึนเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ตามสุภาษิตไทย

แต่ทว่าหากมนุษย์คนใดที่เขาเลือกปฏิบัติที่จะอยู่ภายใต้พระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าแล้วไซร้ แน่นอนยิ่ง มนุษย์ผู้นั้นกำลังมีฐานภาพสูงส่งกว่าบรรดามวลมะลาอิกะฮ์ และกำลังมุ่งสู่การใช้ชีวิตเฉกเช่นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มนุษย์กลุ่มนี้ได้พบกับวันอีดที่แท้จริงแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ถือศีลอดในเดือนรอมฎอนอันทรงเกียรติ เขาได้เลือกที่จะปฏิบัติตามพระบัญชา ที่ห้ามกิน ห้ามดื่ม ในเดือนรอมฎอนตลอดทั้งสามสิบวัน เขาคู่ควรกับการได้รับวันอีดฟิตร์เมื่อเดือนรอมฎอนจบสิ้นลง เนื่องจากเขาเลือกปฏิบัติตามพระบัญชาแทนการเลือกปฏิบัติตามความปราถนาของตนเอง

ดังนั้นเรื่องราวของการเชือดบุตรของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ) ก็เช่นเดียวกัน เมื่อใคร่ครวญถึง ความรักที่มีต่อบุตรของตนเองของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) คือความปรารถนา คือสัญชาติญาณ และสัญชาติญาณได้กล่าวแก่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ทันทีว่า "จงอย่าเชือด อิสมาอีล บุตรของท่าน" เมื่อมีพระดำรัสจากพระองค์ว่าจงเชือดอิสมาอีลบุตรของเจ้า แต่พระบัญชา หรือภารกิจดังกล่าวที่ทรงบัญชาแก่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) คือ "จงเชือด อิสมาอีล บุตรของท่าน"

ในเวลานั้นท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) มีสองทางเลือกเท่านั้น ไม่มีทางเลือกที่สาม คือ 
1- "ไม่เชือดอิสมาอีลบุตรของตนเอง โดยปฏิบัติตามสัญชาติญาณ และอารมณ์ปราถนาของตนเอง" 
2- "เชือดอิสมาอีลบุตรของตนเอง โดยปฏิบัติตามพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า"

แต่ในที่สุดท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ก็เลือกที่จะปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ ดังนั้นวันดังกล่าวจึงเป็นวันอีด (อีดกุรบาน) สำหรับท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ) ที่ท่านนั้นสามารถเอาชนะเหนืออารมณ์ฝ่ายต่ำของตนเองได้ และปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ และเมื่อท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ) ลงมือจะเชือดอิสมาอีลบุตรของตนเอง ขณะนั้นเองจึงมีพระบัญชาให้ยกเลิกการเชือดอิสมาอีล ด้วยการเชือดที่ยิ่งใหญ่กว่า ซึ่งการเชือดที่ยิ่งใหญ่กว่าในพระดำรัสของพระองค์นั้น ต้องทำความเข้าใจกันอีกว่ามันคือการเชือดอะไร??


ดังนั้นวันอีดกุรบาน คือสัญลักษณ์สำหรับมนุษย์ทุกๆ คนที่สามารถมีชัยชนะเหนือความปรารถนา และความต้องการของตนเองในทุกๆ วัน วันอีดกุรบานคือแบบอย่างอันยิ่งใหญ่สำหรับมนุษย์ชาติที่มุ่งสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เนื่องจากได้มีรายงานหนึ่งจากอิมามอะลี (อ.) ซึ่งได้กล่าวว่า "ทุกๆ วันซึ่งไม่มีการกระทำความผิด วันนั้นคือวันอีด"


ปรัชญาของวันอีดกุรบาน คือวันซึ่งวิญญาณแห่งความสูงส่ง มีชัยชนะเหนือความปรารถนา ความต้องการ และตัณหาราคะต่างๆ

!!...EVERYTHING HAS BEAUTY. BUT NOT EVERYONE SEES IT...!!
Back to Top
mar_marty View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar
PR สะใภ้ ตุรกี

Joined: 13 Jun 2010
Location: Bangkok
Online Status: Offline
Posts: 745
Post Options Post Options   Quote mar_marty Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 12 Sep 2012 at 22:21 - IP: 171.6.0.97 IP Information
 
ทุกศาสนาสอนทำดี ทำไมต้องอิสลาม?. 

คำถาม : ในเมื่อทุกศาสนาสอนคนให้ทำความดี ทำไมจึงต้องทำตามอิสลามเพียงศาสนาเดียว แล้วจะไม่นับถือศาสนาอะไรเลยได้หรือไม่ ?

1. ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างอิสลามกับศาสนาอื่น โดยพื้นฐานแล้วทุกศาสนาชั 
กชวนมนุษย์สู่ความดีและหลีกห่างความชั่ว แต่อิสลามไปไกลกว่านั้น อิสลามนำเราไปยังแนวทางการปฏิบัติที่นำไปสู่ความดีและกำจัดความชั่วของแต่ละบุคคลและสังคมโดยรวม อิสลามให้ความสำคัญกับธรรมชาติและความซับซ้อนของสังคมมนุษย์ อิสลามเป็นทางนำจากผู้ทรงสร้าง ดังนั้นอิสลามจึงถูกเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า ดีนุล-ฟิตเราะฮฺ ( ศาสนาที่เป็นธรรมชาติสำหรับมนุษย์) 

 
2. อิสลามสั่งใช้เราให้หลีกห่างจากการปล้นหรือแย่งชิงของผู้อื่น และยังได้บอกวิธีการกำจัดความชั่วเหล่านี้

ก. อิสลามกล่าวถึงวิธีการกำจัดความชั่ว ทุกศาสนาสอนว่าการปล้นขโมยเป็นการกระทำที่ชั่วช้า อิสลามก็สอนเช่นเดียวกัน ดังนั้นอะไรคือความแตกต่างระหว่างอิสลามกับศาสนาอื่นๆ ความแตกต่างวางอยู่บนความจริงที่ว่า นอกจากอิสลามจะสอนว่าการปล้นขโมยเป็นความชั่วแล้ว อิสลามยังเสนอแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดโครงสร้างทางสังคมที่จะไม่ให้มนุษย์ปล้นขโมยอีกด้วย

ข. อิสลามกำหนดซากาต อิสลามได้กำหนดระบบซากาต( ทานบังคับที่ต้องจ่ายรายปี) บทบัญญัติอิสลามกำหนดว่าทุกคนที่มีเงินสะสมเกินกว่านิศอบ นั่นคือมีมูลค่าเกินกว่าทองคำหนัก 85 กรัม จะต้องจ่าย 2.5 % ของเงินสะสมที่ครบรอบปีจันทรคติ หากคนรวยทุกคนในโลกนี้จ่ายซากาตด้วยความบริสุทธิ์ใจ ความยากจนก็จะถูกกำจัดไปจากโลกนี้ จะไม่มีใครเลยสักคนที่ต้องตายเพราะความหิว

ค. การตัดมือเพื่อเป็นการลงโทษผู้ที่ปล้นขโมย อิสลามกำหนดให้ตัดมือของขโมยผู้ที่กระทำความผิด อัลกุรอานในซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺกล่าวว่า “และขโมยชายและขโมยหญิงนั้น จงตัดมือพวกเขาทั้งสอง ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาได้แสวงหาไว้ เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างการลงโทษจากอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺนั้นทรงเดชานุภาพและผู้ทรงปรีชาญาน” ( อัลมาอิดะฮฺ 5:38) คนไม่ใช่มุสลิมอาจกล่าวว่า “การตัดมือในทศษวรรตที่ 20 ทำให้อิสลามเป็นศาสนาที่ป่าเถื่อนและโหดร้าย”

ง. ความสำเร็จจะเกิดขึ้นเมื่อบทบัญญัติ(ชารีอะฮฺ)อิสลามได้รับการสถาปนา กล่าวได้ว่าอเมริกาเป็นประเทศที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก แต่โชคร้ายที่มันเป็นประเทศที่อาชญากรรม การขโมยและการปล้นจี้มีมากที่สุดอีกด้วย สมมุติว่านำชะรีอะฮฺอิสลามไปใช้ในอเมริกา นั่นคือคนรวยทุกคนจะต้องจ่ายซากาต (2.5 % ของเงินสะสมที่มีมูลค่าเกินกว่าทองคำหนัก 85 กรัม ทุกรอบปีจันทรคติ ) และขโมยทุกคนที่ทำความผิดจะต้องถูกตัดมือเพื่อเป็นการลงโทษ อัตราการขโมยและปล้นจี้ในอเมริกาจะเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่ หรือยังเท่าเดิม หรือว่าลดลง? เป็นธรรมดาที่มันจะต้องลดลง ยิ่งไปกว่านั้นกฎหมายที่เข้มงวดดังกล่าวจะเป็นแรงกระตุ้นให้คนอยากจะขโมยอีกหรือ ข้าพเจ้ายอมรับว่าจำนวนของการขโมยในโลกทุกวันนี้มากจริงๆ ถ้าหากว่าคุณตัดมือของขโมยทุกคน คงจะมีคนนับเป็นหมื่นที่จะต้องโดนตัดมือ สิ่งสำคัญในที่นี้ก็คือทันทีที่คุณจัดตั้งชะรีอะฮฺอัตราการขโมยจะลดลงในทันใด คนที่จะขโมยคงจะต้องคิดทบทวนสองสามตลบก่อนที่จะเอามือของตัวเองไปเสี่ยง แค่คิดถึงบทลงโทษพวกหัวขโมยส่วนใหญ่ก็ไม่อยากที่จะขโมยเสียแล้ว จะมีไม่กี่รายกันที่ยังอยากทำอยู่ อย่างไรก็ตามจะมีมือของคนไม่กี่คนเท่านั้นที่จะถูกตัด แต่คนเป็นล้านจะอยู่ด้วยความสงบไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะต้องโดนขโมย ดังนั้นชะรีอะฮฺอิสลามจึงใช้การได้และนำไปสู่ความสำเร็จ

3. อิสลามห้ามบังคับและข่มขืนผู้หญิง อิสลามสั่งใช้ให้ฮิญาบและกำหนดให้ประหารผู้ที่ข่มขืนผู้หญิง

ก. อิสลามกำหนดวิธีในการกวาดล้างการปลุกปล้ำและการข่มขืน ศาสนาส่วนใหญ่ต่างประกาศว่าการลวงล่อและการข่มขืนผู้หญิงเป็นบาปใหญ่ อิสลามก็สอนเช่นนี้เหมือนกัน ดังนั้นแล้ว อะไรคือความแตกต่างระหว่างอิสลามกับศาสนาอื่น? ความแตกต่างวางอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่า อิสลามมิได้จำกัดเพียงแค่การให้เกียรติผู้หญิง หรือรังเกียจการข่มขืนชำเราว่าเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงเท่านั้น แต่ยังได้ให้แนวทางที่ชัดเจนว่าสังคมจะกำจัดอาชญากรรมชนิดนี้ได้อย่างไร

ข. ฮิญาบสำหรับผู้ชาย อิสลามมีระบบฮิญาบ อัลกุรอานได้กล่าวถึงฮิญาบสำหรับผู้ชายจากนั้นจึงกล่าวถึงฮิญาบสำหรับผู้หญิงในอายะฮฺดังต่อไปนี้ว่า “จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) แก่บรรดามุอฺมิน(ผู้ศรัทธาชาย)ให้พวกเขาลดสายตาพวกเขาลงต่ำ และให้พวกเขารักษาทวารของพวกเขา นั่นเป็นการบริสุทธิ์ยิ่งแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ” (อันนูรฺ 24:30)

ค. ฮิญาบสำหรับผู้หญิง ฮิญาบสำหรับผู้หญิงมีกล่าวไว้ในอัลกุรอานดังนี้ “และจงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)แก่บรรดาผู้ศรัทธาหญิงให้พวกเธอลดสายตาของเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ และอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของเธอเว้นแต่แก่สามีของเธอหรือบิดาของพวกเธอหรือบิดาของสามีพวกเธอ หรือลูกชายของพวกเธอ หรือลูกชายของสามีของพวกเธอ หรือพี่ชายน้องชายของพวกเธอ...” (อันนูรฺ 24:31) ขอบเขตฮิญาบของผู้หญิงจะต้องปกปิดทั่วร่างกายเธอ สิ่งที่เปิดเผยได้มีเพียงใบหน้าและฝ่ามือ พวกเธออาจจะปกปิดทั้งสองส่วนนี้ได้ด้วยหากเธอต้องการ ผู้รู้อิสลามบางส่วนกล่าวว่าแม้แต่ใบหน้าก็ต้องปิด
 
ง. ฮิญาบปกป้องจากการลวนลาม เหตุผลที่อัลลอฮฺทรงกำหนดฮิญาบสำหรับผู้หญิงมีกล่าวไว้ในซูเราะฮฺอัลฮะฮฺซาบว่า “โอ้ นบีเอ๋ย! จงกล่าวแก่บรรดาภริยาของเจ้า และบุตรสาวของเจ้า และบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกเขาดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง นั่นเป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จัก เพื่อที่พวกนางจะไม่ถูกรบกวน และอัลลอฮฺทรงเป็นผู้อภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ” ( อัลอะฮฺซาบ 33:59 ) อัลกุรอานชี้แจงว่าฮิญาบถูกกำหนดแก่ผู้หญิง เพื่อให้เป็นที่รู้กันว่าพวกเธอเป็นผู้หญิงที่สงบเสงี่ยมซึ่งจะช่วยป้องกันพวกเธอจากการถูกรบกวน

จ. ตัวอย่างหญิงแฝด สมมุติว่ามีหญิงแฝดสองคน ทั้งสองสวยเท่ากัน เดินอยู่บนถนน คนใส่ชุดฮิญาบนั่นคือปกคลุมร่างกายยกเว้นฝามือและใบหน้า ส่วนอีกคนสวมมินิสเกิร์ตที่แสนสั้น แถวๆนั้นมีพวกอันธพาลข้างถนนที่คอยหาโอกาสแซวผู้หญิง พวกเขาแซวใคร? หญิงที่สวมชุดฮิญาบหรือว่าหญิงที่ใส่มินิสเกิร์ต การแต่งตัวที่เปิดเผยส่วนที่ควรจะปกปิดเป็นการยั่วยุเพศตรงข้ามให้ล่อลวง ปลุกปล้ำและข่มขืน อัลกุรอานกล่าวไว้อย่างถูกต้องว่า ฮิญาบช่วยปกป้องผู้หญิงจากการถูกคุกคาม

ฉ. การลงโทษประหารผู้ที่ข่มขืน ชะรีอะฮฺอิสลามกำหนดให้ประหารชีวิตผู้ที่ลงมือข่มขืน คนไม่ใช่มุสลิมอาจหวาดผวากับบทลงโทษที่รุนแรงดังกล่าวที่ยังมีอยู่ในยุคนี้ หลายคนกล่าวหาอิสลามว่าป่าเถื่อนและรุนแรง ข้าพเจ้าเคยถามคำถามหนึ่งกับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมเป็นร้อยคนว่า ถ้าหากมีบางคนข่มขืนภรรยาของท่าน แม่ของท่านหรือน้องสาวพี่สาวของท่าน โดยคุณทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสิน และคนผิดถูกนำมาต่อหน้าคุณ คุณจะตัดสินลงโทษเขาอย่างไร พวกเขาทั้งหมดกล่าวว่า “เราจะลงโทษประหารชีวิตเขา” บางคนไปสุดขีดถึงขั้นที่กล่าวว่า “เราจะทรมานเขาจนตาย” หากภรรยาของท่านหรือแม่ของท่านถูกข่มขืนท่านต้องการให้คนข่มขืนตายไป แต่ถ้าหากภรรยาหรือแม่ของคนอื่นถูกข่มขืนการลงโทษประหารกลับเป็นเรื่องที่โหดร้าย ทำไมต้องมีสองมาตรฐาน( double standard )

ช. สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่มีสถิติการข่มขืนมากที่สุด ประเทศอเมริกาถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดในโลก ในรายงานประจำปี 1990 ของ (FBI) ระบุว่ามีคดีข่มขืนที่ได้รับการรายงานสูงถึง 102,555 คดี รายงานนี้ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่ามีเพียง 16 % ของคดีเท่านั้นที่ได้รับรายงาน(มีการแจ้งความ) เพื่อที่จะทราบจำนวนคดีที่เกิดขึ้นจริง จำนวนคดีที่ถูกรายงานจะต้องคูณด้วย 6.25 เราจะได้ตัวเลขทั้งสิ้น 640,968 คดีข่มขื่นที่เกิดขึ้นในปี 1990 หากนำตัวเลขทั้งหมดหารด้วย 365 ซึ่งเป็นจำนวนวันในรอบปี เราจะได้ตัวเลขเฉลี่ย 1,756 ครั้งของเหตุการณ์ข่มขืนที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน 
ต่อมาในอีกรายงานกล่าวว่า มีคดีข่มขื่นเกิดขึ้นในอเมริกาเฉลี่ยวันละ 1,900 คดี ตามการรายงานของสำนักงานสำรวจสถิติเหยื่ออาชญากรรมแห่งชาติกระทรวงยุติธรรม(U.S. Dept. of Justice) เฉพาะในปี 1996 เพียงอย่างเดียว มีคดีข่มขืนถูกรายงาน 307,000 คดี มีเพียง 31%ของคดีที่ถูกรายงาน ดังนั้น 307,000 × 3.226 = 990,322 คือจำนวนการข่มขืนที่เกิดขึ้นในปี 1996 เฉลี่ยแล้วมีการข่มขืนเกิดขึ้นวันละ 2,713 ครั้งในปี 1996 นั่นคือทุกๆ 32 วินาทีจะมีการข่มขืนเกิดขึ้นในอเมริกา นักข่มขืนชาวอเมริกันช่างใจกล้าเสียเหลือเกิน รายของ FBI ประจำปี 1990 ยังได้ระบุต่อไปอีกว่า จำนวนคดีข่มขืนที่ได้ถูกรายงานมีเพียง 10%ของผู้ข่มขืนเท่านั้นที่ถูกจับกุม นั่นคือมีผู้ที่ถูกจับกุมเพียง 1.6%ของคดีที่เกิดขึ้นจริง จากจำนวนผู้ที่ถูกจับกุมดังกล่าวมี 50%ได้รับการปล่อยตัวก่อนการพิจารณาคดี นั่นหมายความว่ามีเพียง 0.8%ของคดีเท่านั้นที่ผ่านการพิจารณาจากชั้นศาล กล่าวในอีกแง่คือ ถ้าหากว่าชายคนหนึ่งก่อคดีข่มขืน 125 ครั้งโอกาสที่เขาจะถูกจับกุมมีเพียงหนึ่งครั้ง หลายคนอาจจะคิดว่านี่คือการเสี่ยงที่น่าลอง และรายงานข้างต้นได้ระบุว่าผู้ที่ถูกตัดสินคดี 50% ถูกตัดสินจำคุกต่ำกว่าหนึ่งปี แม้ว่ากฎหมายของอเมริกาจะกล่าวว่าคดีข่มขืนจะต้องถูกจำคุกถึงเจ็ดปีก็ตาม สำหรับผู้กระทำความผิดครั้งแรกศาลจะตัดสินลงโทษในขั้นที่เบา ลองนึกภาพของคนคนหนึ่งที่ข่มขืน 125 ครั้งและโอกาสที่จะถูกตัดสินลงโทษมีเพียงหนึ่งครั้ง และ50%ของการตัดสินลงโทษจะได้รับการผ่อนปรนและจำคุกเพียงไม่เกินหนึ่งปี

ซ. ผลสำเร็จจะเกิดขึ้นเมื่อชารีอะฮฺอิสลามได้รับการสถาปนา หากว่าชารีอะฮฺอิสลามถูกนำไปใช้ในอเมริกา เมื่อชายคนหนึ่งมองไปยังผู้หญิงแล้วเกิดความคิดที่ไม่ดีขึ้นในจิตใจ เขาก็จะลดสายตาลง ผู้หญิงทุกคนสวมชุดฮิญาบที่ปกปิดร่างกายยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ หลังจากนี้แล้วถ้าว่ามีชายคนไหนที่ข่มขืนเขาจะถูกตัดสินลงโทษประหารชีวิต คำถามมีว่า คดีข่มขืนในอเมริกาจะเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่ หรือยังมีจำนวนเท่าเดิมหรือว่าลดลง โดยธรรมชาติมันต้องลดลง ชารีอะฮฺอิสลามย่อมก่อให้เกิดผล

4. อิสลามมีวิธีการแก้ไขปัญหาของมนุษยชาติที่นำไปปฏิบัติได้จริง อิสลามคือแนวทางชีวิตที่ดีที่สุดเนื่องจากคำสอนของอิสลามมิได้เป็นแค่เพียงถ้อยคำที่หรูหราแต่เป็นวิธีการแก้ปัญหาของมนุษย์ชาติที่ปฏิบัติได้จริง อิสลามประสบผลสำเร็จทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและสังคมโดยรวม อิสลามจึงเป็นแนวทางชีวิตที่ดีที่สุดเนื่องจากมันปฏิบัติได้จริง เป็นศาสนาสากลที่มิได้ถูกจำกัดโดยเผ่าพันธุ์หรือการคลั่งชาติ
!!...EVERYTHING HAS BEAUTY. BUT NOT EVERYONE SEES IT...!!
Back to Top
mar_marty View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar
PR สะใภ้ ตุรกี

Joined: 13 Jun 2010
Location: Bangkok
Online Status: Offline
Posts: 745
Post Options Post Options   Quote mar_marty Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 12 Sep 2012 at 22:31 - IP: 171.6.0.97 IP Information
ประวัติศาสตร์อานาโตเลียกล่าวถึงดินแดนที่เรียกว่าอานาโตเลียหรือเอเชียไมเนอร์ ซึ่งเป็นดินแดนทางตะวันตกของทวีปเอเชีย ในทางภูมิศาสตร์หมายถึงดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศตุรกีในปัจจุบัน จักรวรรดิต่างๆ
 
ฮัตไต (2,500 - 2,000 ปีก่อนคริสตกาล)
ฮิตไตต์ (2,000 - 1,200 ปีก่อนคริสตกาล)
ฮิตไตต์ใหม่ ( 1,200 - 800 ปีก่อนคริสตกาล)
ยุคหลังฮิตไตต์ (800-550 ปีก่อนคริสตกาล)
อานาโตเลียภายใต้การยึดครองของเปอร์เซียและกรีก (546 - 113 ปี ก่อนคริสตกาล)
อานาโตเลียภายใต้การปกครองของโรมัน (133 ปีก่อนคริสตกาล - ค.ศ. 395)
จักรวรรดิไบเซนไทน์ (ค.ศ. 395 – 1100)
สงครามครูเสด
อาณาจักรเซลจุกเติร์ก (ค.ศ. 1077 – 1118)
จักรวรรดิออตโตมัน
การสิ้นสุดจักรวรรดิออตโตมัน (ยืนยาว 600 ปี) และการเกิดสาธารณรัฐตุรกี

อานาโตเลียภายใต้การยึดครองของเปอร์เซียและกรีก (546 - 113 ปี ก่อนคริสตกาล)

ภายหลังที่ยึดครองอาณาจักรลิเดียได้สำเร็จในปี 546 ก่อนคริสตกาล พระเจ้าไซรัสมหาราชได้พยายามที่จะใช้อานาโตเลียเป็นฐานในการโจมตีกรีซแต่ไม่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ดี เปอร์เซียสามารถขยายอำนาจครอบครองอานาโตเลียไว้ได้เกือบทั้งหมดเป็นระยะเวลายาวนานเกือบ 200 ปี จนกระทั่งถึงปี 330 ก่อนคริสตกาล พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช แห่งมาซิโดเนียได้ยกกองทัพเข้ามายังอานาโตเลีย เพือใช้เป็นทางผ่านไปโจมตีเปอร์เซีย เมืองต่างๆ ในอานาโตเลียได้ยอมสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ ในปี 334 ก่อนคริสตกาล พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ทรงมีชัยชนะเหนืออาณาจักรเปอร์เซีย

อย่างไรก็ดี การครอบครองอานาโตเลียของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเกิดขึ้นเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้นในปี 323 ก่อนคริสตกาล พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชก็ทรงสิ้นพระชนม์ที่บาบิโลน (ประเทศอิรักในปัจจุบัน) ระหว่างที่ทรงเสด็จกลับจากการทำสงครามในเอเชียใต้ ด้วยพระชนมายุเพียง 33 พรรษา อาราจักรอันกว้างใหญ่ของพระองค์ได้ถูกแบ่งแยกและปกครองโดยเหล่าขุนพลของพระองค์ แม้การปกครองของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชในอานาโตเลียจะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ไม่ถึง 10 ปี แต่ก็ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากมายในอานาโตเลีย ภาษาและวัฒนธรรมของกรีก ได้กลายเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายในอานาโตเลียเป็นเวลาอีกหลายร้อยปีต่อมา นอกจากนี้ อาณาจักรที่ถูกสถาปนาขึ้นโดยเหล่าขุนพลของพระองค์ก็เป็นเสมือนทายาทของพระองค์ในอานาโตเลีย ยุค “เฮลเลนลิสติก” (Hellenistic) ซึ่งถือว่า เป็นยุคทองของศิลปะและวิทยาการของกรีก ได้เริ่มต้นขึ้นในสมัยของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช โดยเริ่มนับตั้งแต่ช่วงที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ทรงมีชัยชนะเหนืออาณาจักรเปอร์เซีย ไปจนถึงรัชสมัยของพระเจ้าออกุสตุส (Augustus) แห่งอาณาจักรโรมัน

เรื่องเกี่ยวกับอนุสรณ์แห่งความรักของชายคนหนึ่งที่มีต่อหญิงสาวผู้หนึ่งในจักรวรรดิออตโตมันค่ะ พอดีแฟนเคยเล่าให้ฟัง เพื่อนเค้าโพสเรื่องนี้ในเฟสบุ๊ค น่าสนใจทีเดียว แต่ ณ ตอนนี้แฟนไม่อยู่Dead เลยหาเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ แล้วแปลเองแบบ ตามมีตามเกิด

 
เบื้องหลังMihrimah Mosque ใน อิสตันบูล
 
ขอเกริ่นเพื่อแนะนำตัวละครตัวเอกสักนีสสนึงก่อนนะคะ
 
                                                           
คนนี้ค่ะ เธอชื่อMihrimah(ชื่อเธอแปลว่า พระอาทิตย์และพระจันทร์ในความหมายทางเปอร์เซีย) เป็นลูกสาวสุดที่รักของสุลต่านสุไลย์มานแห่งจักรวรรดออตโตมัน เธอเกิดวันที่ 21 พฤษภาคมค่ะ คศ.1522 เมื่อเธออายุได้17ปี ก็มีชายหนุ่มที่มีอำนาจ 2 คน ต้องการที่จะแต่งงานกับเธอ คนนึงเป็นเจ้าเมือง อีกคนนึงเป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น ชื่อSinan(คนนึ้ตามประวัติ เค้าเกิดที่Armanianหรือ Greekหรือ Georgian christian) ในเวลานั้นคุณSinan อายุก็ย่าง50แล้ว แถมยังเคยแต่งงานมาแล้ว แน่นอนค่ะ สุลต่านเลยยกให้เธอกับเจ้าเมืองอีกคนหนึ่ง แน่นอนด้วยความที่Sinan รักMihrimahมาก เค้าเลยไปสร้างมัสยิสหลังหนึ่งชื่อ Mihrimah ในÜsküdarด้วยความช่วยเหลือจากพระราชวัง (อยู่บนฝั่งทวีปเอเชียในอิสตันบูน) เค้าว่ากันว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วมัสยิดหลังนี้มีลักษณะเหมือนผู้หญิงที่มีผมยาวลงมาด้านล่าง
                                             
เมื่อสร้างเสร็จ ด้วยความที่ยังมีความรัก ความอาลัยอาวรณ์ในตัวนางMihrimah อยู่ เค้าเลยไปสร้างมัสยิดอีกหลังนึง(อันนี้สร้างเอง วังไม่ได้ออกค่าใช้จ่ายให้) อยู่บนฝั่งทวีปยุโรปในอิสตันบูล
                                             
เค้าว่ากันว่า(อีกแล้ว) เมื่อสร้างเสร็จมัสยิดหลังนี้ซึ่งชื่อMihrimah อีก มีลักษณะเหมือนผู้หญิงที่มีผมยาวลงมาจนถึงข้อเท้า และความอัศจรรย์ที่ว่านั้นมันอยู่ที่นี่ค่ะ ในทุกวันที่21 พฤษภาคม(แน่นอนเป็นวันเกิดของเธอด้วย) เป็นวันที่กลางวันกับกลางคืนมีความยาว(ชั่วโมงเท่ากัน) ก็จะสามารถเห็นพระอาทิตย์กำลังตกไปทางฝั่งด้านหลังของมัสยิดMihrimahบนที่อยู่บนฟากทวีปยุโรป พร้อมกับเห็นพระจันทร์กำลังขึ้นมาจากทางด้านหลังของมัสยิดMihrimahที่อยู่บนฟากทวีปเอเชีย ในเวลาเดียวกันอีกต่างหาก ซึ่งตรงกับความหมายชื่อของเธอและในวันที่เธอเกิดพอดี

รูปแสดงพิกัดของทั้งสองมัสยิดนี้ค่ะ
                    
 กับอีกรูปของSinan
  

!!...EVERYTHING HAS BEAUTY. BUT NOT EVERYONE SEES IT...!!
Back to Top
mar_marty View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar
PR สะใภ้ ตุรกี

Joined: 13 Jun 2010
Location: Bangkok
Online Status: Offline
Posts: 745
Post Options Post Options   Quote mar_marty Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 12 Sep 2012 at 22:36 - IP: 171.6.0.97 IP Information

แผนที่อณาจักรสมัยออตโตมันมาให้ชมกันว่ามีอณาเขตครอบคลุมกว้างขวางแค่ไหน
 

แผนที่ตุรกี ฉบับคนชอบเที่ยว


ลิงค์ประวัติศาสตร์ออตโตมันแต่เป็นภาษาอังกฤษ ใครสนใจเข้ามาอ่านได้เลย มีอะไรน่าทึ่งมากมาย
 
!!...EVERYTHING HAS BEAUTY. BUT NOT EVERYONE SEES IT...!!
Back to Top
mar_marty View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar
PR สะใภ้ ตุรกี

Joined: 13 Jun 2010
Location: Bangkok
Online Status: Offline
Posts: 745
Post Options Post Options   Quote mar_marty Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 12 Sep 2012 at 22:37 - IP: 171.6.0.97 IP Information

รายชื่อ 73 นิกายในอิสลาม


กลุ่มแรก ซุนนี่ หรืออะฮ์ลุสสุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ มี 4 กลุ่ม

  1. อัลอัชอะรียะฮ์ หรือ อัลอะชาอิเราะฮ์ , อัลมุตูริดียะฮ์ ,อัลอะษะรียะฮ์(อะฮ์ลุลหะดิษ) ที่มาจาก หะนะฟี , มาลิกี , ชาฟิอีย์ ,ส่วนมากจากฮัมบาลี
  2. วาฮาบี จากบางกลุ่มของฮัมบาลีย์ และบางกลุ่มจากอะฮ์ลุลหะดิษ
  3. ตอรีกัต
  4. ดาอ์วะฮ์ วัตตับลีฆ

กลุ่มที่สอง มุอ์ต๊ะซิละฮ์ มี 12 กลุ่ม

  1. วาซิลียะฮ์
  2. ฮุซัยลียะฮ์
  3. นัซซอมียะฮ์
  4. คอบิฏียะฮ์และฮะดะษียะฮ์
  5. บิชรียะฮ์
  6. มุอัมมิรียะฮ์
  7. มุรดารียะฮ์
  8. ษุมามียะฮ์
  9. ฮะชามียะฮ์
  10. ญาฮิซียะฮ์
  11. ค็อยยาฏียะฮ์และก๊ะอ์บียะฮ์
  12. ญิบาอียะฮ์และบะฮ์ชีมียะฮ์

กลุ่มที่สาม ญับบะรียะฮ์มี 5 กลุ่ม

  1. ญะฮ์มียะฮ์
  2. นัจญารียะฮ์
  3. ฎิรอรียะฮ์
  4. มุชับบะฮะฮ์
  5. กะรอมียะฮ์

กลุ่มที่สี่ ค่อวาริจญ์มี 18 กลุ่ม

  1. มุฮักกิมะตุล อูลา
  2. อะซาริเกาะฮ์
  3. นัจญะดาตุล อาซิรียะฮ์
  4. บัยฮะซียะฮ์
  5. อะญาริดะฮ์
  6. ษะอาละบะฮ์
  7. อั๊คนะซียะฮ์
  8. มุอับบิดียะฮ์
  9. ร่อชีดียะฮ์
  10. ชัยบานียะฮ์
  11. มุกร่อมียะฮ์
  12. ม๊ะอ์ลูมียะฮ์และมัจฮูลียะฮ์
  13. บิดอียะฮ์
  14. อับบาฎียะฮ์
  15. ฮัฟซียะฮ์
  16. ฮาริษียะฮ์
  17. ยะซีดียะฮ์
  18. ศ็อฟรียะฮ์ อัซ-ซิยาดียะฮ์

กลุ่มที่ห้า มุรญิอะฮ์มี 6 กลุ่ม

  1. ยูนุซียะฮ์
  2. อะบีดียะฮ์
  3. ฆ็อสซานียะฮ์
  4. ษูบานียะฮ์
  5. ตูมีนียะฮ์
  6. ซอลีฮียะฮ์

กลุ่มที่หก กลุ่มชีอะฮ์ มี 24 กลุ่ม สาขาซัยดียะฮ์

  1. ฮะรูดียะฮ์
  2. สุลัยมานียะฮ์
  3. อับตะรียะฮ์

สาขาที่อ้างว่าเป็นชีอะฮ์ แต่ความจริงไม่ใช่ชีอะฮ์

  1. บะยานียะฮ์
  2. มุฆีรียะฮ์
  3. มันซูรียะฮ์
  4. ญะนาฮียะฮ์
  5. ค็อฏตอบียะฮ์
  6. ฮะรูรียะฮ์

สาขาอิมามียะฮ์

  1. มุฮำมะดียะฮ์
  2. บากิรียะฮ์
  3. นาวูซียะฮ์
  4. ชะมีตียะฮ์
  5. อิมารียะฮ์
  6. อิสมาอีลียะฮ์
  7. มุบาร่อกียะฮ์
  8. มูซาวียะฮ์
  9. ก็อฏอียะฮ์
  10. ฮาชีมียะฮ์
  11. ซะรอดียะฮ์
  12. ยูนุซียะฮ์
  13. ชัยตอนียะฮ์กามิลียะฮ์
  14. กามิลียะฮ์
  15. ชีอะฮ์ อิษนา อะชะรียะฮ์(ชีอะฮ์12 อิม่าม)

แหล่งข้อมูล


!!...EVERYTHING HAS BEAUTY. BUT NOT EVERYONE SEES IT...!!
Back to Top
chemist41 View Drop Down
Groupie
Groupie


Joined: 15 Oct 2012
Online Status: Offline
Posts: 42
Post Options Post Options   Quote chemist41 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 17 Oct 2012 at 20:59 - IP: 85.108.10.127 IP Information
perfect thank you
Back to Top
mar_marty View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar
PR สะใภ้ ตุรกี

Joined: 13 Jun 2010
Location: Bangkok
Online Status: Offline
Posts: 745
Post Options Post Options   Quote mar_marty Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 17 Oct 2012 at 22:29 - IP: 223.204.89.6 IP Information
Originally posted by chemist41

perfect thank you

your welcome Wink
!!...EVERYTHING HAS BEAUTY. BUT NOT EVERYONE SEES IT...!!
Back to Top
chemist41 View Drop Down
Groupie
Groupie


Joined: 15 Oct 2012
Online Status: Offline
Posts: 42
Post Options Post Options   Quote chemist41 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 18 Oct 2012 at 12:13 - IP: 85.108.9.146 IP Information
Originally posted by mar_marty

Originally posted by chemist41

perfect thank you

your welcome Wink


THANK YOULOL
Back to Top
NuSom View Drop Down
Newbie
Newbie
Avatar

Joined: 20 Sep 2013
Location: Bangkok
Online Status: Offline
Posts: 19
Post Options Post Options   Quote NuSom Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 16 Oct 2013 at 12:35 - IP: 10.1.37.60 IP Information
ได้ความรู้มากค่ะ แฟนส้มก็อิสลาม แถมยังค่อนข้างเคร่งซะด้วย เคร่งหนึ่งเดียวในบ้านเค้าเลยหล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นก็เลยต้องเตรียมตัวที่จะเปลี่ยนศาสนาไปด้วย มีเพื่อนคนหนึ่งแต่งงานกับหนุ่มตุรกี แต่รายนั้นไม่เคร่ง เพื่อนสาวของส้มก็เลยไม่ต้องเปลี่ยนศาสนาไปเป็นมุสลิมซะอย่างนั้น จะพยายามศึกษาให้กระจ่างแจ้งและเข้าใจหลักปฏิบัติของอิสลามค่ะ ของคุณเจ้าของความรู้นี้มากเลยนะคะ
Back to Top
mar_marty View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar
PR สะใภ้ ตุรกี

Joined: 13 Jun 2010
Location: Bangkok
Online Status: Offline
Posts: 745
Post Options Post Options   Quote mar_marty Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 17 Oct 2013 at 09:07 - IP: 10.100.2.197 IP Information
ศึกษาไว้ไม่เสียหายจร้าน้องส้ม Wink
!!...EVERYTHING HAS BEAUTY. BUT NOT EVERYONE SEES IT...!!
Back to Top
NuSom View Drop Down
Newbie
Newbie
Avatar

Joined: 20 Sep 2013
Location: Bangkok
Online Status: Offline
Posts: 19
Post Options Post Options   Quote NuSom Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 18 Oct 2013 at 09:45 - IP: 10.1.37.60 IP Information

ใช่ค่ะ พี่มาร์ ศึกษาได้ก็ได้ความรู้อีกด้านหนึ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อนด้วย Smile

Back to Top
mar_marty View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar
PR สะใภ้ ตุรกี

Joined: 13 Jun 2010
Location: Bangkok
Online Status: Offline
Posts: 745
Post Options Post Options   Quote mar_marty Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 26 Oct 2013 at 12:53 - IP: 171.5.251.38 IP Information
ช่ายแล้น น้องส้มเตรียมเปลี่ยนศาสนาด้วยอ๊ะป่าวล่ะเนี่ย อิอิ Wink
!!...EVERYTHING HAS BEAUTY. BUT NOT EVERYONE SEES IT...!!
Back to Top
NuSom View Drop Down
Newbie
Newbie
Avatar

Joined: 20 Sep 2013
Location: Bangkok
Online Status: Offline
Posts: 19
Post Options Post Options   Quote NuSom Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 28 Oct 2013 at 13:01 - IP: 10.1.37.60 IP Information
โห...พี่มาร์ขา เปลี่ยน 100% เลยหล่ะค่ะ เป็นข้อตกลงเดียวของคุณแฟน ถ้าแต่งก็ต้องเปลี่ยน
 นี่ก็เริ่มอ่าน ศึกษา อัลกุรอานมาปีกว่าๆแล้วหล่ะค่ะ แต่งตัวเรียบร้อยขึ้นเป็นกอง ก็ฝึกและเรียนรู้ไว้ค่ะ
Back to Top
yukiko View Drop Down
Newbie
Newbie
Avatar

Joined: 16 Dec 2014
Online Status: Offline
Posts: 18
Post Options Post Options   Quote yukiko Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 06 Jun 2015 at 15:58 - IP: 125.25.2.92 IP Information
ก่อนอื่น สวัสดีค่ะ ชื่อนิด ว่าที่สะไภ้อียิปต์ กำลังศึกษาและกำลังเข้าศาสนาอิสลาม อ่านแล้วได้ความรู้มากเลย และกำลังเรียนภาษาอาหรับ กับแม่ว่าที่สามี รู้สึกชอบมากเลย มีอะไรน่าค้นหาและศึกษา ขอฝากตัวด้วยนะค่ะ
Back to Top
pattareeya View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 19 Aug 2010
Location: BKK
Online Status: Offline
Posts: 150
Post Options Post Options   Quote pattareeya Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 19 Jun 2015 at 15:47 - IP: 183.89.133.197 IP Information
สู้ๆนะคะ ตั้งใจอ่านเข้า ฮึ๊บๆๆๆๆ

Edited by pattareeya - 19 Jun 2015 at 16:36
Back to Top

Forum Jump Forum Permissions View Drop Down

การแสดงความคิดเห็น (Comments)

ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับ Ladyinter
และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
Ladyinter ขอสงวนสิทธิ์ ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น

 

ข้อควรปฏิบัติในการเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น

  • ห้ามเสนอข้อความหรือเนื้อหาอันเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ หรือพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ และราชวงศ์ เป็นอันขาด
  • ห้ามเสนอข้อความหรือเนื้อหาที่ส่อไปในทางหยาบคาย ก้าวร้าว เกินกว่าที่บรรทัดฐานของสังคมจะยอมรับได้
  • ห้ามเสนอข้อความหรือเนื้อหาที่ส่อไปในทางลามก อนาจาร
  • ห้ามเสนอข้อความอันมีเจตนาใส่ความบุคคลอื่น ให้ได้รับการดูหมิ่นเกลียดชัง โดยไม่มีแหล่งที่มาของ ข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจน
  • ห้ามเสนอข้อความอันเป็นการท้าทาย ชักชวน โดยมีเจตนาก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท หรือก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น โดยมูลแห่งความขัดแย้ง ดังกล่าวไม่ใช่การแสดงความคิดเห็น โดยเสรีเช่นวิญญูชนพึงกระทำ
  • ห้ามเสนอข้อความกล่าวโจมตี หรือวิพากษ์วิจารณ์ในทางเสียหายต่อ ศาสนา หรือคำสอนของศาสนาใดๆ ทุกศาสนา
  • ห้ามใช้นามแฝงอันเป็นชื่อจริงของผู้อื่น โดยมีเจตนาทำ ให้สาธารณะชนเข้าใจผิดและเจ้าของชื่อผู้นั้นได้รับความเสียหาย หรือเสื่อมเสียชื่อเสียง
  • ห้ามเสนอข้อความอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งขึ้น ในระหว่างสถาบันการศึกษา หรือระหว่างสังคมใดๆ
  • ห้ามเสนอข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่น เช่น email address หรือหมายเลขโทรศัพท์ โดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับ ความเดือดร้อนรำคาญ ห้ามเสนอข้อความ หรือเนื้อหาอันเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้อง กับสิ่งผิดกฎหมาย หรือศีลธรรมอันดีของสังคม

 

คู่มือการใช้งาน

  1. การสมัครสมาชิก
  2. กรณี not Activation Email
  3. การตั้งกระทู้
  4. การแก้ไขกระทู้
  5. การตอบกระทู้
  6. การใส่รูป และใส่ลิงค์ ในกระทู้
  7. การใส่ VDO ของ YouTobe , Vimeo , Flash 
  8. การใช้งาน PM (Private Messenger)
  9. การใส่ signature ,  avatar
  10. การยกเลิกการเป็นสมาชิก
  11. การเปลี่ยนชื่อสมาชิก
  12. การแจ้งลบกระทู้
  13. เงื่อนไขการ ตั้งกระทู้ในห้องเปิดท้าย
  14. เมื่อลืมรหัสผ่าน เข้าใช้งาน เว็บไซต์ฯ

ติดต่อทีมงาน : editor@thaicomp.com




This page was generated in 0.281 seconds.
ติดต่อทีมงานฯ Ladyinter.com ได้ที่ editor@thaicomp.com

free counters