Ladyinter.com Homepage
Forum Home Forum Home > Lady Friends > สะใภ้ UK
  New Posts New Posts RSS Feed: การขอรับบุตรบุญธรรมของชาวต่างประเทศ
  FAQ FAQ  Forum Search   Register Register  Login Login

การขอรับบุตรบุญธรรมของชาวต่างประเทศ

Author
natha11 View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 15 Sep 2011
Location: UK
Online Status: Offline
Posts: 287
Post Options Post Options   Quote natha11 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Topic: การขอรับบุตรบุญธรรมของชาวต่างประเทศ
    Posted: 09 Nov 2012 at 19:58 - IP: 81.157.141.42 IP Information

ไม่ได้เข้าเว็บ ladyinter มาเป็นเดือนเพราะย้ายบ้าน วันนี้ว่างก็เลยเล่าประสบการณ์การขอรับบุตรบุญธรรมไว้เผื่อว่ามีใคร สนใจนะคะ 

       ตอนแรกจะเป็นหลักเกณฑ์ที่เอามาจากเว็บศูนย์อำนวยการรับบุตรบุญธรรม เอกสารตามหลักเกณฑ์นี้เลย แต่รายละเอียดทางปฏิบัติไม่ง่าย  ใช้เวลานาน ที่สำคัญเสียเงินมาก (ที่อังกฤษ)   ขอบอกให้ทำใจไว้ก่อน ที่ทำนี่ใช้เวลาทั้งที่ไทยและอังกฤษประมาณ 4 ปี

     เริ่มจากแนวทางปฏิบัติที่เป็นทางการก่อน

การขอรับบุตรบุญธรรมของชาวต่างประเทศ

 

การยื่นความจำนงค์ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม

 

1.    ชาวต่างประเทศที่มีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ ให้ยื่นคำของผ่านหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของประเทศที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนา หรือองค์การสวัสดิการเด็กของประเทศนั้น ซึ่งได้รับอนุญาตจากรัฐบาลของประเทศดังกล่าว ให้ดำเนินการเพื่อให้มีการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในต่างประเทศ

 

2.    ชาวต่างประเทศที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศ และมีหลักฐานหนังสือสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และทะเบียนบ้าน ให้ยื่นคำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมตามที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่ (มีทะเบียนบ้านอยู่) ได้แก่ ผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นคำขอที่ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมและผู้มีภูมิลำเนาในจังหวัดอื่นให้ยื่นคำขอที่ สำนักงานพัฒนาสังคมและสวัสดิการจังหวัด โดยการพิจารณาใช้ระเบียบกฎเกณฑ์เช่นเดียวกับคนที่มีสัญชาติไทย

 

3.    ชาวต่างประเทศที่มีถิ่นฐานอยู่ชั่วคราวในประเทศไทย และมีหนังสืออนุญาตทำงานจากกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน มาแสดงและอาศัยอยู่ในประเทศไม่น้อยกว่า 6 เดือน ก่อนวันยื่นคำขอและมีระยะเวลาสำหรับการทดลองเลี้ยงดูเด็กในประเทศไทยได้ครบกำหนด ให้ยื่นคำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม โดยเอกสารต่างๆ จะต้องได้รับการรับรองจากสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลประจำประเทศไทยของผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมนั้นด้วย

 

คุณสมบัติเบื้องต้น

 

1.    ผู้ขอรับเด็กต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี บริบูรณ์ และต้องมากกว่าเด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี

 

2 .จะต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติที่จะรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมได้ตามกฎหมายของประเทศที่ผู้ขอรับมีภูมิลำเนาอยู่ และจะต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศ

 

3. ผู้ขอรับเด็กที่มีบุตรอยู่ในความอุปการะ 3 คนขึ้นไป จะต้องมีการพิจารณาคุณสมบัติก่อนรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ (Special Needs)

            

 

 ยังมีรายระเอียดเพิ่มอีกมาก ไปอ่านได้ที่

 

http://www.adoption.dsdw.go.th/adoption-02-03.html

การจัดเตรียมเอกสาร

 

ฝ่ายผู้ขอรับเด็ก

 

ผู้ขอรับเด็กต้องติดต่อผ่านหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของประเทศที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนา หรือองค์การสวัสดิภาพเด็กของประเทศนั้น ซึ่งได้รับอนุญาตจากรัฐบาลของประเทศดังกล่าวให้ดำเนินการของเรื่องบุตรบุญธรรม เพื่อให้ส่งเอกสาร ดังต่อไปนี้

 

1.รายงานการศึกษาเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ และครอบครัวของผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมพร้อมทั้งรูปถ่ายสภาพบ้านทั้งภายนอกและภายใน

 

2.เอกสารรับรองว่าผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม มีคุณสมบัติ และมีความเหมาะสม ที่จะรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม

 

3.เอกสารรับรองว่าจะทำการควบคุมการทดลองเลี้ยงดูเด็ก และส่งรายงานผลการทดลองเลี้ยงดูเด็กพร้อมทั้งรูปถ่ายของเด็กกับบิดามารดาบุญธรรม ให้อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการทราบทุกระยะเวลา 2 เดือน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน (เฉพาะในกรณีรับเด็กกำพร้าในความอุปการะของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ / มูลนิธิฯ 4 แห่ง หรือในกรณีที่ยกให้กันเองโดยไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายโลหิต)

 

4.แบบคำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม บธ 5 (Application for Child Adoption)

 

5. สำเนาหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง สำเนาใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือใบสำคัญถิ่นที่อยู่

 

6. สำเนาทะเบียนสมรส ( กรณีมีการสมรสครั้งก่อน ขอให้มีสำเนาทะเบียนหย่าด้วย )( ทะเบียนสมรสมีอายุเกิน 6 เดือน )

 

7. ใบรับรองแพทย์ ซึ่งแสดงว่ามีร่างกายและจิตใจสมบูรณ์

 

8. เอกสารรับรองการทำงานและรายได้

 

9. เอกสารรับรองการเงินย้อนไปไม่เกิน 6 เดือน

 

10. เอกสารรับรองทรัพย์สิน

 

11. รูปถ่ายผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม และคู่สมรส บุตรในครอบครัว (ถ้ามี) ขนาด 4.5x6 เซนติเมตร ซึ่งถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน จำนวนคนละ 4 รูป และรูปถ่ายสภาพบ้านพักอาศัยและภาพภายในบ้านของผู้ขอฯ

 

12. เอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ของประเทศที่ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนา ซึ่งรับรองว่าผู้นั้นสามารถรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมได้ตามกฎหมายของประเทศนั้น (ในกรณีที่ผู้ขอฯพักอาศัยอยู่นอกประเทศที่ผู้ขอฯ มีภูมิลำเนาอยู่)

 

13. เอกสารจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศที่ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนา ซึ่งรับรองว่าการนำเด็กที่จะเป็นบุตรธรรมเข้าประเทศสามารถกระทำได้ตามกฎหมายของประเทศนั้น

 

14. หนังสือแสดงความยินยอมของคู่สมรส หรือคำสั่งอนุญาตของศาลแทนการให้ความยินยอมของคู่สมรส (ถ้ามี)

 

15. สำเนาใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว และสำเนาหนังสือสัญญาว่าจ้างงาน (ในกรณีที่ผู้ขอฯ พักอาศัยและทำงานอยู่นอกประเทศที่ผู้ขอฯ มีภูมิลำเนาอยู่)

 

16. เอกสารรับรองความประพฤติ และความเหมาะสมทั่วไปของผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมจากผู้ที่เชื่อถือได้อย่างน้อย 2 คน

 

17. ประวัติอาชญากร ( จากประเทศกำเนิดและประเทศที่พักปัจจุบัน)

 

18.หนังสือรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การรับรองว่า เมื่อขั้นตอนการขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ขอรับเด็กจะดำเนินการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมให้เด็ก ทั้งตามกฎหมายไทยและกฎหมายของประเทศผู้ขอ

 

เอกสารในข้อที่ 5-14 จะต้องได้รับการรับรองจากสถานเอกอัครราชฑูตไทย หรือสถานกงสุลไทย ในประเทศที่ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนา

 

กรณีที่เอกสารเป็นภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ จะต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาไทย จากสถาบันการแปลภาษาที่ได้รับใบอนุญาต โดยให้แนบเอกสารฉบับแปลมาคู่กับเอกสารต้นฉบับจริง

 

กรณีติดต่อผ่านองค์การสวัสดิภาพเอกชน จะต้องมีสำเนาในอนุญาตขององค์การ และหนังสือจากหน่วยงานรัฐบาลซึ่งรับรององค์การนั้นๆ ด้วย

 

กรณีที่ผู้ขอรับเด็กมีถิ่นที่อยู่ในประเทศอื่น ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทยต้องอาศัยอยู่และมีระยะเวลาสำหรับทดลองเลี้ยงดูในประเทศที่มีถิ่นที่อยู่นั้น ไม่น้อยกว่า 6 เดือน และจะต้องมีเอกสารหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ ของผู้ขอรับเด็กประกอบการพิจารณาด้วย

 

 

ฝ่ายที่จะยกเด็กให้

1. บัตรประจำตัวประชาชนของบิดามารดาเด็ก

 

2. ทะเบียนบ้าน

 

3. ทะเบียนสมรส

 

4. หนังสือสำคัญการหย่า และบันทึกข้อตกลงการหย่าระบุผุ้ใช้อำนาจปกครองเด็ก หรือคำสั่งศาล ระบุว่าฝ่ายใดเป็นผู้มีอำนาจปกครองเด็ก

 

5. ในกรณีที่บิดามารดาเด็กไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน และไม่สามารถติดตามตัวบิดาเด็กได้ ให้มารดาเด็กมาสอบข้อเท็จจริงพร้อมพยาน 2 คน ที่ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม หรือที่สำนักงานพัฒนาสังคมและสวัสดิการจังหวัด ที่มารดาเด็กมีภูมิลำเนา ตามแบบบันทึกสอบปากคำ (ปค.14) รับรองว่า

        5.1 บิดามารดาเด็กไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน

        5.2 บิดาเด็กไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร และได้เลิกร้างกันไป (ระยะเวลาที่เลิกร้าง)

        5.3 ไม่เคยมีคำพิพากษาให้ผู้ใดเป็นบิดาเด็กที่ถูกต้องตามกฎหมาย

        5.4 ไม่สามารถติดตามบิดาเด็กมาแสดงความยินยอมมอบเด็กได้

 

6.หนังสือแสดงความยินยอมของผู้มีอำนาจให้ความยินยอม (แบบ บธ.6)

 

7.หนังสือแสดงความยินยอมของบิดาโดยพฤตินัย ( กรณีบิดาเด็กไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับ มารดาเด็ก หรือมิได้จดทะเบียนรับรองบุตรเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย )

 

8.รูปถ่าย 4.5 x 6 เซนติเมตร ของบิดามารดาเด็กคนละ 4 รูป รวมทั้งสมาชิกในครอบครัว

 

9.เอกสารอื่นๆ (ถ้ามีหรือจำเป็นต้องขอเพิ่ม) เช่น ใบมรณบัตร ใบเปลี่ยนชื่อตัว / ชื่อสกุล ประวัติบิดา มารดาเด็ก เป็นต้น

 

ฝ่ายเด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรม

1. สูติบัตรเด็ก

2. ทะเบียนบ้านเด็ก

3. รูปถ่ายเด็กขนาด 4.5 x 6 เซนติเมตร 4 รูป

4. หนังสือแสดงความยินยอมของเด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรม

5. เอกสารอื่นๆ (ถ้ามีหรือจำเป็นต้องขอเพิ่ม) เช่น ใบเปลี่ยนชื่อตัว / ชื่อสกุล

 

Back to Top
natha11 View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 15 Sep 2011
Location: UK
Online Status: Offline
Posts: 287
Post Options Post Options   Quote natha11 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 09 Nov 2012 at 20:03 - IP: 81.157.141.42 IP Information

ขั้นตอนการดำเนินเรื่อง

 

1. เมื่อเอกสารหลักฐานต่างๆ ได้ครบสมบูรณ์แล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ (นักสังคมสงเคราะห์) จะพิจารณาว่าผู้ขอรับเด็กมีคุณสมบัติตามกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าผู้ขอรับเด็กมีคุณสมบัติเหมาะสม มีฐานะความเป็นอยู่ดี มีอุปนิสัยและความประพฤติดี อาชีพรายได้มั่นคง ฐานะของครอบครัวดีตลอดจนสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจสมบูรณ์ เหมาะสมที่จะรับเด็กไปอุปการะเลี้ยงดูได้ พนักงานเจ้าหน้าที่จะประมวลรายรายละเอียดต่างๆ เสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อนำเข้าไว้ในบัญชีรอการพิจารณาเด็กซึ่งคณะกรรมการจะพิจารณาเด็ก และพิจารณาครอบครัวที่เหมาะสมให้กับเด็กตามบัญชีก่อนหลัง

 

2. พนักงานเจ้าหน้าที่จะเสนอให้คณะกรรมการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พิจารณาเห็นชอบให้ผู้ขอฯ รับเด็กไปทดลองเลี้ยงดู

 

3. กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ แจ้งประวัติเด็กพร้อมรูปถ่ายให้ผู้ขอรับเด็กพิจารณาผ่านหน่วยงานหรือองค์กรเอกชนที่ติดต่อเรื่องนี้มา พร้อมกับขออนุมัติวีซ่าเด็กไปยังประเทศที่เป็นภาคี Hague Convention ก่อน

 

4. เมื่อผู้ขอฯ แจ้งตอบรับเด็กให้กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการทราบแล้ว เจ้าหน้าที่จะเสนอเรื่องต่ออธิบดีเพื่ออนุมัติให้ทดลองเลี้ยงดูเด็ก และขออนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อนำเด็กออกไปนอกราชอาณาจักรไทย ส่วนประเทศที่เป็นภาคี Hague Convention นั้น สำนักงานกลางของประเทศนั้นๆ จะต้องตอบรับวีซ่าเข้าประเทศของเด็ก ก่อนที่จะเดินทางมาพบกรรมการฯ ที่ประเทศไทย

 

5. เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์อนุญาต กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จะนัดหมายให้ผู้ขอรับเด็กทั้งสองเดินทางมารับการสัมภาษณ์ จากคณะกรรมการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมและรับเด็กไปทดลองเลี้ยงดูเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน โดยหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือในต่างประเทศ จะทำการทดลองเลี้ยงดูมาให้กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ 2 เดือนต่อครั้ง เป็นระยะเวลา 6 เดือน

ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม หรือผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมและคู่สมรสแล้วแต่กรณี ต้องมารับเด็กไปทดลองเลี้ยงดูด้วยตนเองเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดี ตามที่คณะกรรมการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมเสนอในกรณีดังต่อไปนี้

     - เด็กนั้นเดินทางไปยังประเทศที่ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน

    - ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม เคยได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมาก่อนแล้ว และการขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมครั้งหลังนี้ ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม มีเหตุจำเป็นอันไม่สมควร ที่ไม่สามารถมารับเด็กไปทดลองเลี้ยงดูได้ โดยทำเป็นหนังสือต่ออธิบดีพร้อมทั้งแสดงความจำนงว่าจะออกค่าใช้จ่ายสำหรับพนักงานเจ้าหน้าที่และเด็ก เพื่อจะนำเด็กนั้นไปยังประเทศที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาหรือมีถิ่นที่อยู่

 

6. เมื่อทดลองเลี้ยงดูมาครบ 6 เดือน และมีรายงานผลการทดลองมาครบ 3 ครั้ง ซึ่งหากปรากฎว่าผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจ เด็กอยู่อาศัยกับครอบครัวอย่างมีความสุข พนักงานเจ้าหน้าที่จะสรุปรายงานเสนอคณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณาอนุมัติให้ผู้ขอรับเด็กไปดำเนินการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมายได้

 

7. ผู้ขอรับเด็กจะต้องไปดำเนินการขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยหรือสถานกงสุลไทย ที่ผู้ขอรับเด็กมีภูมิลำเนาอยู่ โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จะมีหนังสือขอความร่วมมือไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อแจ้งสถานเอกอัครราชทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยรับทราบ พร้อมกันนี้ก็แจ้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้กับผู้ขอรับเด็กได้ทราบเรื่องด้วยพร้อมกัน

กรณีที่ผู้ขอรับเด็กอยู่ประเทศไทย การจดทะเบียนสามารถดำเนินการได้ที่ สำนักงานเขต ที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอ ซึ่งเป็นการร้องขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมได้ เช่นเดียวกับการขอบุตรบุญธรรมไทย

 

 8. กระทรวงการต่างประเทศ จะส่งสำเนาภาพถ่ายเอกสารทะเบียนการรับบุตรบุญธรรม (คร.14) จำนวน 1 ชุด มาให้กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่าการดำเนินการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ขอรับเด็ก (แต่ละราย) ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ทุกประการ และสำหรับผู้ขอรับเด็กที่อยู่ในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะขอสำเนาภาพถ่ายเอกสารทะเบียนการรับบุตรบุญธรรม (คร.14) จำนวน 1 ชุด จากผู้ขอรับเด็ก (แต่ละราย) ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ตามกฎหมายแล้ว

 

 

แผนผังขั้นตอนการดำเนินเรื่อง

 

กรณีรับเด็กประเภทยกกันเอง หรือ เด็กมีคำสั่งศาลให้ความยินยอมแทนบิดามารดา

 

กรณีรับเด็กกำพร้าในความอุปการะของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

 

 

ที่มา http://www.adoption.dsdw.go.th

Back to Top
natha11 View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 15 Sep 2011
Location: UK
Online Status: Offline
Posts: 287
Post Options Post Options   Quote natha11 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 09 Nov 2012 at 20:07 - IP: 86.152.157.26 IP Information

 

 จากประสบการณ์การรับบุตรบุญธรรม (ประเทศไทย)

      ขออธิบายง่าย ๆ นะคะ อาจไม่ครบตามหลักเกณฑ์ข้างต้นเ แพราะเอกสารต่าง ๆ อยู่ที่ไทยไม่ได้นำมาด้วยทั้งหมด แต่จะให้เป็นแบบข้อที่มีปัญหาหรือทำอย่างไร

การขอรับบุตรบุญธรรมในกรณีลูกติดแม่ สามีชาวต่างชาติจะลดขั้นตอนการพิจารณาและเวลาในการอนุมัติน้อยลง ไม่ต้องเสียเวลาในการทดลองเลี้ยงดู  ไม่ต้องเตรียมเอกสารฝ่ายพ่อแม่จริง ๆ แต่การเตรียมเอกสารก็คล้าย ๆ กัน กรณีของดิฉันสามีอยู่ประเทศไทย ได้วีซ่า support thai wife ต่ออายุวีซ่าทุก ๆ หนึ่งปี 

เริ่มต้นติดต่อ

ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม (Child Adoption Centre) กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงความมั่นคงและทรัพยากรมนุษย์ กรุงเทพมหานคร โทร 02- 2468651 โทรสาร 02-2479480

http://www.adoption.dsdw.go.th

ถ้าอยู่ต่างประเทศให้ติดต่อสถานทูตไทย

      ในขั้นตอนเตรียมเอกสารชั้นเวลารวบรวมหลายเดือนมาก เพราะต้องติดต่อหลายหน่วยงานทั้งที่ไทยและอังกฤษ ค่าใช้จ่ายสำหรับทนายก็เยอะหน่อย  (ที่อังกฤษต้องใช้ทนายทำเอกสาร ทำเองไม่ได้) และเจ้าหน้าที่ใช้เวลาตรวจสอบนาน ก็ตามระบบราชการไทยนั่นแหละ นานมากกกก   

   เพิ่มเติมการเตรียมเอกสารในข้อ...............

 12. เอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ของประเทศที่ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนา ซึ่งรับรองว่าผู้นั้นสามารถรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมได้ตามกฎหมายของประเทศนั้น

ทางศูนย์รับเด็กเป็นบุตรรบุญธรรมต้องการเอกสารที่แสดงว่า  non being habitually resident in the UK  สามีต้องติดต่อสถานทูตเพื่อออกเอกสารนี้ซึ่งจะได้มาต้องจ้างทนายความที่อังกฤษทำเรื่องจากอังกฤษ แล้วนำจดหมายจากทนายความไปให้สถานทูต สถานทูตจึงออกเอกสารนี้ให้ ค่าทนายประมาณสองร้อยปอนด์ (จำไม่ได้ว่าสามีต้องกลับอังกฤษหรือติดต่อกับทนายความทางจดหมาย) ขั้นตอนนี้ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะได้เอกสาร ระหว่างนี้ก็เตรียมเอกสารในข้อ 17. ประวัติอาชญากร ( จากประเทศกำเนิดและประเทศที่พักปัจจุบัน)    เรื่องเอกสารประวัติอาชญากรรมทางอังกฤษไม่ได้ไปเองให้พี่สาวสามีที่อังกฤษทำให้โดยติดต่อกับสถานีตำรวจให้ออกเอกสาร เสียเงิน 10ปอนด์  ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน  ที่ไทยก็ไปติดต่อสถานีตำรวจในจังหวัดถ้าอยู่ต่างจังหวัด ถ้าอยู่กรุงเทพก็ติดต่อกรมตำรวจ 

 

16. เอกสารรับรองความประพฤติ และความเหมาะสมทั่วไปของผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมจากผู้ที่เชื่อถือได้อย่างน้อย 2 คน

 

เอกสารนี้ก็ให้เจ้านายหรือคนที่น่าเชื่อถือ มีตำแหน่งหน้าที่การงานรู้จักทั้งเราและสามีเขียนรับรองให้

 

เมื่อเอกสารเสร็จก็รอพิจารณานานเป็นเดือน เสร็จแล้วทดลองเลี้ยงดู จะมีเจ้าหน้าที่มาเยี่ยมบ้านเพื่อทำรายงานสามฉบับ (ก่อนหน้าก็มาเยี่ยมบ้านตั้งแต่ขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติแล้วว่าเหมาะสมหรือไม่ ) ใช้เวลาทดลองเลี้ยงดู 6 เดือน ทีนี้ก็รอพิจารณาให้รับการสัมภาษณ์พร้อมนำเด็กไปด้วย  เมื่อผ่านขั้นตอนนี้ก็จะได้รับเอกสารให้ไปจดทะเบียนรับรองบุตรบุญธรรมที่อำเภอได้   ลูกก็ได้รับนามสกุลตามสามีชาวต่างประเทศ กรณีของเรารวมเวลา 2 ปีกว่าเรื่องจึงเสร็จ

 

 

 จากประสบการณ์การรับบุตรบุญธรรม (ประเทศอังกฤษ)

       เมื่อลูกมาประเทศอังกฤษก็จะต้องมาด้วยวีซ่าติดตามมารดา  เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ได้อยู่ใน

Hague Convention on Inter-country  Adoption ทางอังกฤษจึงไม่รับรองต้องทำเรื่องใหม่อีกครั้ง การทำเรื่องขอยุ่งยากมาก  ไปติดต่อหลายแห่งต่างก็บอกว่าไม่เคยมี case อย่างนี้  โยนให้ไปหน่วยงานนี้ ไปหน่วยงานโน้น ไปหาทนายความปรึกษาหลายแห่งจนได้แนวทาง  ดังนี้

1.       ติดต่อที่หน่วยงาน Children and Young People’ s Service   ……….(ชื่อเมือง) Children Centre เขาจะขอเอกสารทั้งหมด สัมภาษณ์ ทำรายงานเอกสารเบื้องต้น เพี่อเตรียมทำเรื่องการเยี่ยมบ้านต่อไป  ขั้นตอนและเอกสารก็คล้ายกับทำที่ไทย

2.       การเตรียมเอกสารทุกอย่างต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ เราก็เตรียมมาหมด สูติบัติลูก เอกสารจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม ใบเปลี่ยนนามสกุล และอื่น ๆ ที่คาดว่าทางอังกฤษต้องใช้  แต่ขอบอกทางอังกฤษก็ขอเอกสารเพิ่มๆ ๆ ๆ  ทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะใช้  ยากล่ะสิ อยู่ที่อังกฤษแล้วนี่ ต้องติดต่อศูนย์รับบุตรบุญธรรมหลายครั้งเพื่อขอเอกสารได้มาแล้วต้องแปลแล้วรับรองมาอีก เช่นขอเอกสารรับรองคุณสมบัติที่เราสามารถรับบุตรบุญธรรมได้ รายงานการเลี้ยงดูบุตรทั้งหมด  (ตอนทำเรื่องที่ไทย) เราบอกว่าถ้าคุณสมบัติไม่ครบก็ทำเรื่องไม่ได้ตั้งแต่แรกแล้ว ทางอังกฤษก็บอกว่าใช่แต่ยังไงก็ต้องได้เป็นตัวเอกสาร   กว่าจะได้ก็หลายเดือนเพราะต้องผ่านหลายขั้นตอนเซ็นเอกสารตามระบบราชการ  ท้อใจก็หลายครั้งจนไม่อยากจะทำแล้วเพราะที่จริงถ้ารอสองปีลูกก็จะได้วีซ่าตามแม่ สามปีได้สัญชาติเหมือนแม่  แต่คิดว่าอยากทำให้ถูกต้อง เพราะลูกไม่มีใคร ถ้าเราตายไปก่อนสามีก็ไม่มีสิทธิ์ในลูกอย่างถูกต้อง ถ้าเขาเห็นว่าสามีไม่เหมาะสมก็สามารถเอาลูกเราไปให้คนอื่นเลี้ยงได้

3. การทำเรื่องทุกอย่างต้องผ่านทนายความ และต้องบอกว่าเสียเงินมากกกกกกกกกกกกก solicitor ที่นี่โหด  คิดค่าการทำงานเป็นนาที เขาไม่รู้ว่าทำอย่างไรต้องไปค้นข้อมูลก็คิดเงินกับเรา  ตอบ email มาทีต้องจ่ายฉบับละ 25ปอนด์  บางทีแค่ส่งมาว่าได้รับเอกสารแล้ว แค่นี้แหละแต่เราต้องจ่ายเงิน   ต้องเตรียมเอกสารเหมือนที่ให้ Children and Young People’ s Service   ให้กับทนายความด้วย เขาก็จะเตรียมเรื่องประสานกับ social worker ที่  Children and Young People’ s Service   ส่งมาเยี่ยมบ้าน

4. ขั้นตอนการเยี่ยมบ้านใช้เวลาหกเดือน มาซักถามเรื่องต่าง ๆ เพื่อทำ report   social worker ติดต่อทั้งญาติและเพื่อนที่ไทยสัมภาษณ์เกี่ยวกับเราด้วย  ติดต่อครูใหญ่โรงเรียนที่ลูกเรียน  ติดต่อเจ้านายสามี (จะอะไรกันนักหนาก็ไม่รู้) เมื่อ social worker ทำเรื่องเสร็จก็ส่งรายงานไปให้ทนายความเพื่อรวบรวมเอกสารทั้งหมดเพื่อนยื่นเรื่องต่อศาล  กว่าศาลจะนัดก็อีกเดือนสองเดือน พอพิจารณาครั้งแรกก็บอกว่าเอกสารไม่พอต้องขอเพิ่ม เราก็ต้องติดต่อที่ไทยอีกเพื่อขอเอกสารเพิ่ม ถ้าขอลูกคนอื่น หรือหลานตามขั้นตอนแล้วพ่อแม่ของเด็กต้องมาศาลที่อังกฤษด้วย ตอนแรกศาลจะให้หน่วยงาน Guardian มาทำรายงานอีก (ตามขั้นตอนขอบุตรบุญธรรมของคนอังกฤษต้องมีขั้นตอนนี้)  เราก็เริ่มจะทนไม่ไหวแล้วเพราะถ้าอย่างนั้นต้องรอให้ Guardian ทำรายงานเยี่ยมบ้านอีก 6 เดือน ทนายความก็ช่วยทำเรื่องแก้จนในที่สุดไปศาลครั้งที่สองศาลก็ยินยอม   ครั้งที่สามครั้งสุดท้ายพ่อแม่ลูกต้องไปศาลด้วยทั้งหมดเพื่อรับการพิจารณา

5. ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ ปีครึ่ง ไม่รวมเวลาที่งมหาแนวทางติดต่อหน่วยงานและทนายความก่อนเริ่มต้น  ค่าใช้จ่ายทนายความ 1500-1600 ปอนด์ ไม่รวมค่าติดต่อทางไทย และค่าแปลเอกสาร

  เสร็จแล้วลูกก็ได้ British Citizen   ไม่เสียค่าต่อวีซ่าและขอเป็นซิติเซ่น    อย่างที่บอกข้างต้นลูกติดแม่ถ้าสามีจะรับเป็นบุตรบุญธรรมเพื่ออยากเปลี่ยนนามสกุลลูกต้องไปทำเรื่องขอที่ประเทศไทย  แต่ประเทศอังกฤษไม่รับรองว่าถูกต้องตามกฏหมายอังกฤษ  ต้องทำเรื่องรับบุตรบุญธรรมอีกครั้งที่อังกฤษ  ถ้าไม่ทำเราอยู่อังกฤษเขายังไม่มีสิทธิ์ในลูกเราตามกฏหมาย สิทธิ์ในการปกกครองลูกยังอยู่ที่เราแต่ผู้เดียว อย่างที่บอกข้างต้นว่าถ้าเราตายรัฐสามารถเอาลูกเราไปให้คนอื่นเลี้ยงได้ถ้าเห็นว่าสามีเรามีคุณสมบัติไม่เหมาะสม (ตอนเราบอกว่า social worker ว่ายุ่งยากนักไม่ทำก็ได้ เดี๋ยวลูกก็ได้วีซ่าหรือสัญชาติตามแม่ เขาก็เลยบอกเราว่าใช่ ลูกคุณสามารถอยู่อังกฤษได้เพราะได้สัญชาติตามแม่เมื่อครบสามปี แต่ถ้าลูกยังไม่บรรลุนิติภาวะ ลูกอาจอยู่ในความดูแลของรัฐเพราะบิดาไม่มีสิทธิ์ในบุตรตามกฏหมาย) 

  อีกในกรณีหนึ่ง ถ้ามีอะไรหรือหย่าร้างกันที่อังกฤษ เขามาอ้างว่าเป็นบิดาบุญธรรมจะเอาลูกเราไว้ไม่ได้เพราะไม่มีสิทธิ์  เราเอาลูกกลับไทยเขาก็จะไม่ยอมหรือจะมาอ้างเอากลับไปอยู่อังกฤษไม่ได้เนื่องจากกฏหมายอังกฤษไม่ยอมรับ  ในกรณีกลับกัน สมมุติว่าเขาตายลูกเราก็จะไม่ได้มรดกหรือ Benifit ตามสิทธิ์ของลูกเหมือนกัน แต่ถ้าอยู่ประเทศไทยเขาเป็นบิดาบุญธรรม มีสิทธิ์ในลูกทุกอย่างตามกฏหมายไทย    

 

หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจนะคะ

 

มาเพิ่มเติมอีกนิดว่าในกรณีลูกติดแม่แล้วจะทำเรื่องรับลูกเป็นบุตรบุญธรรมที่อังกฤษต้องมีเอกสารยินยอมจากบิดา หรือตอนขึ้นศาลอังกฤษอาจต้องให้บิดาจริงมาให้การและเซ็นเอกสารด้วย

วันนี้มาเพิ่มเติมเรื่องค่าใช้จ่ายว่าถ้าคิดจริง ๆ แล้วค่าใช้จ่ายที่เสียไปนี่ถัวเฉลี่ยเอากับที่ต้องทำวีซ่า ILR รวมกับตอนขอสัญชาติก็ไม่ต่างกันมากนัก เพราะถ้าเป็นบุตรบุญธรรมในกรณีเราที่ไม่ใช่เป็นลูกติดต้องขอ SET(F) เสียค่าวีซ่าเท่ากันกับแม่ที่ขอ SET (M) จะขอวีซ่าพ่วงกับแม่ไม่ได้ แล้วลูกได้สัญชาติอังกฤษทำpassport อังกฤษ ได้ทันที แม่ยังต้องขอวีซ่าไปเที่ยวต่างประเทศอยู่แต่ลูกไม่ต้องเลยประหยัดค่าทำวีซ่าไปด้วย


Edited by natha11 - 03 Mar 2013 at 03:26
Back to Top
xluely View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 24 Nov 2009
Location: United Kingdom
Online Status: Offline
Posts: 18072
Post Options Post Options   Quote xluely Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 09 Nov 2012 at 22:43 - IP: 109.155.95.195 IP Information

ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะคะ ขอเอาไปแปะไว้ที่กระทู้วีซ่าเลยแล้วกัน รับรองได้ว่าต้องมีประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการข้อมูลอยู่แน่นอน

Back to Top
Best_time View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 06 May 2011
Online Status: Offline
Posts: 1304
Post Options Post Options   Quote Best_time Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 13 Jan 2013 at 07:20 - IP: 91.38.108.78 IP Information
ขอบคุณค่ะ ที่มาแชร์ประสบการณ์ เชื่อว่า คนมีลูกติดอยู่เมืองไทย อยากเอาลูกมาอยู่ต่างประเทศ โดยยกให้เป็นลูกบุญธรรมของสามีทุกคน
เพื่อผลประโยชน์และสิทธิต่างๆ      ตัวดิฉันเองก็อยากเอาลูกติดมา แต่ก็ติดปัญหาที่ยุ่งยากมาก ถึงมากที่สุดตรงที่ต้องให้ลูกเป็นลูกบุญธรรมของสามี
เพราะถ้าเอาลูกมาแบบติดตามแม่เฉยๆ ค่าใช้จ่ายสำหรับลูกจะสูงมากๆ สามีจ่ายไม่ไหว
แต่ครั้นจะรับเป็นลูกบุญธรรม นอกจากความยุ่งยากในการดำเนินเรื่องแล้ว ที่ยากที่สุดคือ ต้องไปติดต่อกับพ่อแท้ๆ ของลูก
ซึ่งขอใช้คำแรงๆ เลยว่า มันเชี่ยมากๆ ถ้ามันรู้ว่าดิฉันมีสามีใหม่เป็นฝรั่ง ดิฉันไม่ได้อยู่อย่างสงบแน่ มีหรือมันจะยอมยกลูกให้ ขนาดขอหย่าดีๆ ตั้งแต่ยังไม่ได้รู้จักกับสามีต่างชาติ ดิฉันยังต้องเสียค่าทนายไปยื่นเรื่อง
ถึงแม้ตอนหย่า ดิฉันจะมีบันทึกเป็นผู้ปกครองลูกคนเดียว แต่สามีบอกว่า กฎหมายเยอรมันจะเรียกเอาหลักฐานจากพ่อแท้ๆ อีก ตราบใดที่พ่อแท้ๆ ยังมีชีวิต
เศร้าค่ะ    คนอื่นไม่มีใครรู้ ก็หาว่าแต่ดิฉัน และสามีฝรั่ง เห็นแก่ความสุขส่วนตัว เลวทิ้งลูก จะหาใครเข้าใจยากเหลือเกิน
Back to Top
natha11 View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 15 Sep 2011
Location: UK
Online Status: Offline
Posts: 287
Post Options Post Options   Quote natha11 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 13 Jan 2013 at 21:23 - IP: 86.148.234.48 IP Information
Originally posted by Best_time

ขอบคุณค่ะ ที่มาแชร์ประสบการณ์ เชื่อว่า คนมีลูกติดอยู่เมืองไทย อยากเอาลูกมาอยู่ต่างประเทศ โดยยกให้เป็นลูกบุญธรรมของสามีทุกคน
เพื่อผลประโยชน์และสิทธิต่างๆ      ตัวดิฉันเองก็อยากเอาลูกติดมา แต่ก็ติดปัญหาที่ยุ่งยากมาก ถึงมากที่สุดตรงที่ต้องให้ลูกเป็นลูกบุญธรรมของสามี
เพราะถ้าเอาลูกมาแบบติดตามแม่เฉยๆ ค่าใช้จ่ายสำหรับลูกจะสูงมากๆ สามีจ่ายไม่ไหว
แต่ครั้นจะรับเป็นลูกบุญธรรม นอกจากความยุ่งยากในการดำเนินเรื่องแล้ว ที่ยากที่สุดคือ ต้องไปติดต่อกับพ่อแท้ๆ ของลูก
ซึ่งขอใช้คำแรงๆ เลยว่า มันเชี่ยมากๆ ถ้ามันรู้ว่าดิฉันมีสามีใหม่เป็นฝรั่ง ดิฉันไม่ได้อยู่อย่างสงบแน่ มีหรือมันจะยอมยกลูกให้ ขนาดขอหย่าดีๆ ตั้งแต่ยังไม่ได้รู้จักกับสามีต่างชาติ ดิฉันยังต้องเสียค่าทนายไปยื่นเรื่อง
ถึงแม้ตอนหย่า ดิฉันจะมีบันทึกเป็นผู้ปกครองลูกคนเดียว แต่สามีบอกว่า กฎหมายเยอรมันจะเรียกเอาหลักฐานจากพ่อแท้ๆ อีก ตราบใดที่พ่อแท้ๆ ยังมีชีวิต
เศร้าค่ะ    คนอื่นไม่มีใครรู้ ก็หาว่าแต่ดิฉัน และสามีฝรั่ง เห็นแก่ความสุขส่วนตัว เลวทิ้งลูก จะหาใครเข้าใจยากเหลือเกิน
 
 
มาเป็นกำลังใจค่ะ  ถ้าทำเรื่องบุตรบุญธรรมที่อังกฤษยังไงต้องติดต่อพ่อคนไทยค่ะ เซ็นเอกสารหรือไม่ก็ต้องมาขึ้นศาลที่อังกฤษด้วย
Back to Top

Forum Jump Forum Permissions View Drop Down



This page was generated in 0.188 seconds.
ติดต่อทีมงานฯ Ladyinter.com ได้ที่ editor@thaicomp.com

free counters