Ladyinter.com Homepage
Forum Home Forum Home > Ladyinter > Main Forum > ทั่วไป ที่นี่มีเพื่อน
  New Posts New Posts RSS Feed: อาการเริ่มของการเป็นโรคซืมเศร้าหรือเปล่าคะ?
  FAQ FAQ  Forum Search   Register Register  Login Login

อาการเริ่มของการเป็นโรคซืมเศร้าหรือเปล่าคะ?

Author
sathi View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 30 Jan 2010
Location: Belgium
Online Status: Offline
Posts: 268
Post Options Post Options   Quote sathi Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Topic: อาการเริ่มของการเป็นโรคซืมเศร้าหรือเปล่าคะ?
    Posted: 16 May 2010 at 19:45 - IP: 84.198.2.121 IP Information
 สวัสดีคะ ตอนนี้แตงรู้สึกว่าตัวเอง อารมณ์แปรปรวนมากคะ เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไปถอนฟันคุดมา (ตั้งสี่ซี่พร้อมกันเลย)
หลังจากนั้น แตงมีอาการปวดหัวข้างซ้ายทุกวันเลยคะ ทานยาแก้ปวดหัววันละสองครั้งคะ นี้ก็สองอาทิตย์ได้แล้วคะ รู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตตัวเอง ทั้งๆที่ไม่มีอะไรให้ต้องคิดมาก เวลาคุยกับสามีก็พาลจะไปทะเลาะกับเค้า บางครั้งเค้าพูดอะไรให้แตงฟัง แตงก็ใจลอยๆๆ คิดฟุ่งซ้านไปเรื่อยเป่รย ตอนนี้ไม่มีงานทำ ภาษาก็สอบไม่ดี ต้องกลับไปเรียนใหม่ อยู่บ้านก็ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ เวลาตื่นเช้ามา ก็ไม่อยากพูดจา และพบเจอกับใคร นอกจากสามี ตื่นมาแล้ว ก็ยังอยากกลับไปนอนอีก ทั้งๆที่นอนตื่นสาย เพราะว่ากลางคืนนอนไม่หลับ คิดฟุ่งซ้านไปกับเรื่องเดิมๆ บางเรื่อง ผ่านมาแล้วเป็นสี่ห้าปี ก็ยังเอามาคิด วันๆเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ถ้ามีใครมารบกวนก็จะอารมณ์ฉุ่น แตงไม่อยากเป็นอย่างนี้คะ พยายามทำตัวให้ร่าเริง แต่ก็ทำได้ไม่นาน...
หาอะไรทำ ก็ทำแล้ว ทำอีก จนเบื่อ ปลูกต้นไม้ ปลูกผักสวนครัว อากาศก็ไม่อำนวย ขนาดจะเข้าซัมเมอร์ ยังหนาวอยู่เลยคะ แต่ไม่มาก Confused ตอนนี้ไม่เข้าใจตัวเองคะ จากเป็นคนตัวเล็กอยู่แล้ว สนุกสนาน เพื่อนชอบคุยด้วย แต่ตอนนี้สมองเป็นอะไรก็ไม่รู้ คิดฟุ่งซ้าน จนน้ำหนักลดตั้งสองกิโลคะ จาก ๔๑ เหลือ ๓๙ กิโล  อยากกินอาหารไทยทุกวัน ก็ทำอาหารไม่เก่ง ก็ต้องทานอาหารที่พ่อสามีทำ บางวันก็ไม่ถูกปากเลย แต่ต้องทาน พยายามปรับตัวให้เข้ากะที่นี่ แต่ยิ่งพยายาม ก็เหมือนฝืนตัวเองไปเรื่อยๆ  สามีพาไปซื้อของมาทำอาหารไทย แต่ก็ทำไม่เก่ง อยากบอกว่าฝีมือแย่มากๆคะ แต่ก็ต้องทนกินฝีมือตัวเอง เพราะเสียดายของคะ.....
นั่งทำดอกไม้จากผ้าใยบัว ทำออกมาเพื่อนคนเวียดนามบอกว่า จะเอาไปขายให้ ไอ้เราก็ดีใจ ทำซะเยอะ ลงทุนไปมากกว่า สองร้อยยูโร เป็นเงินไทยก็ประมาณหมื่นบาทได้ เพราะของที่นี่แพง พอทำเอาไปให้ แต่ละคนก็บอกสวยๆๆๆ ยิ่งสามีเค้า วางแผนจะเอาไปขายแต่เอากำไรนิดหน่อย พูดซะ จนทำให้ดิฉัน ตั้งใจว่าตัวเองหารายได้จากด้านนี้ และคิดจะทำไปเรื่อยๆ  แต่เวลาผ่านได้อาทิตย์หนึ่ง แตงโทรไปถามเรื่องดอกไม้ เพื่อนก็บอกว่า ตอนนี้ทะเลาะกะสามีอยู่ เดี๋ยวมีคืบหน้ายังไงเดี๋ยวจะติดต่อกลับ อ้าว ทำให้ความหวังเราแปรปรวนอีกแล้ว.......  เวลาทำอะไรมันถึงติดๆขัดๆหนา
ต้องปลงๆๆไว้ใช่ไหมคะ
 
ขอโทษนะคะที่แตงเอามาระบาย ซะยาวคะ  เพราะตอนนี้รู้สึกเบื่อๆกะชีวิตตัวเองคะ จะเล่าให้สามีฟังอย่างที่เขียนลงไปในนี้ ก็กลัวว่าเค้าจะคิดมากเหมือนกัน ก็ไม่ขอพูดดีกว่าคะ  พี่ๆ เพื่อนๆ มีความคิดเห็นอย่างไรกับตัวแตง ก็ออกความคิดเห็นได้นะคะ เผื่อแตงจะได้เอาไปคิดและปรับตัวคะ
ขอบคุณสำหรับพื้นที่ดีๆ ที่ให้ดิฉันได้เข้ามาเล่าเรื่องภายในใจคะ
Sky na een regenbui.
Back to Top
gimjung View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 02 Feb 2010
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 4019
Post Options Post Options   Quote gimjung Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 16 May 2010 at 19:58 - IP: 123.2.172.251 IP Information

 โรคซึมเศร้าคืออะไร

 สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วคำว่าโรคซึมเศร้าฟังดูไม่คุ้นหู ถ้าพูดถึงเรื่องซึมเศร้าเรามักจะนึกกันว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดจากความผิดหวัง หรือการสูญเสียมากกว่าที่จะเป็นโรค ซึ่งตามจริงแล้ว ที่เราพบกันในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกธะรรมดาๆ ที่มีกันในชีวิตประจำวัน มากบ้างน้อยบ้าง อย่างไรก็ตามในบางครั้ง ถ้าอารมณ์เศร้าที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอยู่นานโดยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น หรือเป็นรุนแรง มีอาการต่างๆ ติดตามมา เช่น นอนหลับๆ ตื่นๆ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก หมดความสนใจต่อโลกภายนอก ไม่คิดอยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ก็อาจจะเข้าข่ายของโรคซึมเศร้าแล้ว

 คำว่า "โรค" บ่งว่าเป็นความผิดปกติทางการแพทย์ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเพื่อให้อาการทุเลา ต่างจากภาวะอารมณ์เศร้าตามปกติธรรมดาที่ถ้าเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวคลี่คลายลง หรือมีคนเข้าใจเห็นใจ อารมณ์เศร้านี้ก็อาจหายได้ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้านอกจากมีอารมณ์ซึมเศร้าร่วมกับอาการต่างๆ แล้ว การทำงานหรือการประกอบกิจวัตรประจำวันก็แย่ลงด้วย คนที่เป็นแม่บ้านก็ทำงานบ้านน้อยลงหรือมีงานบ้านคั่งค้าง คนที่ทำงานนอกบ้านก็อาจขาดงานบ่อยๆ จนถูกเพ่งเล็ง เรียกว่าตัวโรคทำให้การประกอบกิจวัตรประจำวันต่างๆ บกพร่องลง หากจะเปรียบกับโรคทางร่างกายก็คงคล้ายๆ กัน เช่น ในโรคหัวใจ ผู้ที่เป็นก็จะมีอาการต่างๆ ร่วมกับการทำอะไรต่างๆ ได้น้อยหรือไม่ดีเท่าเดิม

ดังนั้น การเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่เป็นเป็นคนอ่อนแอ คิดมาก หรือเป็นคนไม่สู้ปัญหา เอาแต่ท้อแท้ ซึมเซา แต่ที่เขาเป็นนั้นเป็นเพราะตัวโรค กล่าวได้ว่าถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม โรคก็จะทุเลาลง เขาก็จะกลับมาเป็นผู้ทีจิตใจแจ่มใส พร้อมจะทำกิจวัตรต่างๆ ดังเดิม

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก การเปลี่ยนแปลงหลักๆ จะเป็นในด้านอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรม ร่วมกับอาการทางร่างกายต่างๆ ดังจะได้กล่าวต่อไป

การเปลี่ยนแปลงในผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า

 การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ อาจเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นเดือนๆ หรือเป็นเร็วภายใน 1-2 สัปดาห์เลยก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย เช่น มีเหตุการณ์มากระทบรุนแรงมากน้อยเพียงได บุคลิกเดิมของเจ้าตัวเป็นอย่างไร มีการช่วยเหลือจากคนรอบข้างมากน้อยเพียงได เป็นต้น และผู้ที่เป็นอาจไม่มีอาการตามนี้ไปทั้งหมด แต่อย่างน้อยอาการหลักๆ จะมีคล้ายๆ กัน เช่น รู้สึกเบื่อเศร้า ท้อแท้ รู้สึกตนเองไร้ค่า นอนหลับไม่ดี เป็นต้น

ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

1. อารมณ์เปลี่ยนแปลงไป ที่พบบ่อยคือจะกลายเป็นคนเศร้าสร้อย หดหู่ สะเทือนใจง่าย ร้องไห้บ่อย เรื่องเล็กๆน้อยๆ ก็ดูเหมือนจะอ่อนไหวไปหมด บางคนอาจไม่มีอารมณ์เศร้าชัดเจนแต่จะบอกว่าจิตใจหม่นหมอง ไม่แจ่มใส ไม่สดชื่นเหมือนเดิม

บางคนอาจมีความรู้สึกเบื่อหน่ายไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่เดิมตนเคยทำแล้วเพลินใจหรือสบายใจ เช่น ฟังเพลง พบปะเพื่อนฝูง เข้าวัด ก็ไม่อยากทำหรือทำแล้วก็ไม่ทำให้สบายใจขึ้น บ้างก็รู้สึกเบื่อไปหมดตั้งแต่ตื่นเช้ามา

บางคนอาจมีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย อะไรก็ดูขวางหูขวางตาไปหมด กลายเป็นคนอารมณ์ร้าย ไม่ใจเย็นเหมือนก่อน

2. ความคิดเปลี่ยนไป มองอะไรก็รู้สึกว่าแย่ไปหมด มองชีวิตที่ผ่านมาในอดีตก็เห็นแต่ความผิดพลาดความล้มเหลวของตนเอง ชีวิตตอนนี้ก็รู้สึกว่าอะไรๆ ก็ดูแย่ไปหมด ไม่มีใครช่วยอะไรได้ ไม่เห็นทางออก มองอนาคตไม่เห็น รู้สึกท้อแท้หมดหวังกับชีวิต

บางคนกลายเป็นคนไม่มั่นใจตนเองไป จะตัดสินใจอะไรก็ลังเลไปหมด รู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถ ไร้คุณค่า เป็นภาระแก่คนอื่น ทั้งๆ ที่ญาติหรือเพื่อนๆ ก็ยืนยันว่ายินดีช่วยเหลือ เขาไม่เป็นภาระอะไรแต่ก็ยังคงคิดเช่นนั้นอยู่

ความรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ความคับข้องใจ ทรมานจิตใจ เหล่านี้อาจทำให้เจ้าตัวคิดถึงเรื่องการตายอยู่บ่อยๆ แรกๆ ก็อาจคิดเพียงแค่อยากไปให้พ้นๆ จากสภาพตอนนี้ ต่อมาเริ่มคิดอยากตายแต่ก็ไม่ได้คิดถึงแผนการณ์อะไรที่แน่นอน เมื่ออารมณ์เศร้าหรือความรู้สึกหมดหวังมีมากขึ้น ก็จะเริ่มคิดเป็นเรื่องเป็นราวว่าจะทำอย่างไร ในช่วงนี้หากมีเหตุการณ์มากระทบกระเทือนจิตใจก็อาจเกิดการทำร้ายตนเองขึ้นได้จากอารมณ์ชั่ววูบ

3. สมาธิความจำแย่ลง จะหลงลืมง่าย โดยเฉพาะกับเรื่องใหม่ๆ วางของไว้ที่ไหนก็นึกไม่ออก ญาติเพิ่งพูดด้วยเมื่อเช้าก็นึกไม่ออกว่าเขาสั่งว่าอะไร จิตใจเหม่อลอยบ่อย ทำอะไรไม่ได้นานเนื่องจากสมาธิไม่มี ดูโทรทัศน์นานๆ จะไม่รู้เรื่อง อ่านหนังสือก็ได้ไม่ถึงหน้า ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ทำงานผิดๆ ถูกๆ

4. มีอาการทางร่างกายต่างๆ ร่วม ที่พบบ่อยคือจะรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง ซึ่งเมื่อพบร่วมกับอารมณ์รู้สึกเบื่อหน่ายไม่อยากทำอะไร ก็จะทำให้คนอื่นดูว่าเป็นคนขี้เกียจ ปัญหาด้านการนอนก็พบบ่อยเช่นกัน มักจะหลับยาก นอนไม่เต็มอิ่ม หลับๆตื่นๆ บางคนตื่นแต่เช้ามืดแล้วนอนต่อไม่ได้

ส่วนใหญ่จะรู้สึกเบื่ออาหาร ไม่เจริญอาหารเหมือนเดิม น้ำหนักลดลงมาก บางคนลดลงหลายกิโลกรัมภายใน 1 เดือน นอกจากนี้ยังอาจมีอาการท้องผูก อืดแน่นท้อง ปากคอแห้ง บางคนอาจมีอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว

5. ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเปลี่ยนไป ดังกล่าวบ้างแล้วข้างต้น ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะดูซึมลง ไม่ร่าเริง แจ่มใส เหมือนก่อน จะเก็บตัวมากขึ้น ไม่ค่อยพูดจากับใคร บางคนอาจกลายเป็นคนใจน้อย อ่อนไหวง่าย ซึ่งคนรอบข้างก็มักจะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนไป บางคนอาจหงุดหงิดบ่อยกว่าเดิม แม่บ้านอาจทนที่ลูกๆ ซนไม่ได้ หรือมีปากเสียงระหว่างคู่ครองบ่อยๆ

6. การงานแย่ลง ความรับผิดชอบต่อการงานก็ลดลง ถ้าเป็นแม่บ้านงานบ้านก็ไม่ได้ทำ หรือทำลวกๆ เพียงให้ผ่านๆ ไป คนที่ทำงานสำนักงานก็จะทำงานที่ละเอียดไม่ได้เพราะสมาธิไม่มี ในช่วงแรกๆ ผู้ที่เป็นอาจจะพอฝืนใจตัวเองให้ทำได้ แต่พอเป็นมากๆ ขึ้นก็จะหมดพลังที่จะต่อสู้ เริ่มลางานขาดงานบ่อยๆ ซึ่งหากไม่มีผู้เข้าใจหรือให้การช่วยเหลือก็มักจะถูกให้ออกจากงาน

7. อาการโรคจิต จะพบในรายที่เป็นรุนแรงซึ่งนอกจากผู้ที่เป็นจะมีอาการซึมเศร้ามากแล้ว จะยังพบว่ามีอาการของโรคจิตได้แก่ อาการหลงผิดหรือประสาทหลอนร่วมด้วย ที่พบบ่อยคือ จะเชื่อว่ามีคนคอยกลั่นแกล้ง หรือประสงค์ร้ายต่อตนเอง อาจมีหูแว่วเสียงคนมาพูดคุยด้วย อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้มักจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อได้รับการรักษา อารมณ์เศร้าดีขึ้น อาการโรคจิตก็มักทุเลาตาม

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคนี้หรือเปล่า

บางคนที่อ่านถึงตอนนี้อาจรู้สึกว่าตนเองก็มีอะไรหลายๆ อย่างเข้ากันได้กับโรคซึมเศร้าที่ว่า แต่ก็มีหลายๆ อย่างที่ไม่เหมือนทีเดียวนัก ทำให้อาจสงสัยว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าตนเองเป็นหรือเปล่า

อาการซึมเศร้านั้นมีด้วยกันหลายระดับตั้งแต่น้อยๆ ที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ไปจนเริ่มมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และบางคนอาจเป็นถึงระดับของโรคซึมเศร้า อาการที่พบร่วมอาจเริ่มตั้งแต่รู้สึกเบื่อหน่าย ไปจนพบอาการต่างๆ มากมาย ดังได้กล่าวในบทต้นๆ

ตารางที่ 3.1 เป็นแบบสอบถามทีใช้เพื่อช่วยในการประเมินว่าผู้ตอบมีมีภาวะซึมเศร้าหรือไม่ รุนแรงมากน้อยเพียงใด เป็นมากจนถึงระดับที่ไม่ควรจะปล่อยทิ้งไว้หรือไม่

แบบสอบถามนี้ไม่ได้บอกว่าเป็นโรคอะไร เพียงแต่ช่วยบอกว่าภาวะซึมเศร้าที่มีอยู่ในระดับไหนเท่านั้น ในการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่นั้น ผู้ที่มีอารมณ์ซึมเศร้ายังต้องมีอาการที่เข้าตามเกณฑ์การวินิจฉัยตามตารางที่ 3.2

ข้อดีอย่างหนึ่งของแบบสอบถามนี้คือสามารถใช้ช่วยในการประเมินระดับความรุนแรงของอาการได้ ว่าแต่ละขณะเป็นอย่างไร อาการดีขึ้นหรือเลวลง การรักษาได้ผลหรือไม่ ผู้ป่วยอาจทำและจดบันทึกไว้ทุก 1-2 สัปดาห์ โดยถ้าการรักษาได้ผลดีก็จะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นโดยมีค่าคะแนนลดลงตามลำดับ

แพทย์วินิจฉัยอย่างไร

เหตุที่เราจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่เนื่องจาก มีโรคทางจิตเวชอื่นหลายโรคที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า โรคทางร่างกายหลายโรคและยาบางตัวก็สามารถก่อให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ ดังตัวอย่างในตารางที่ * แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการป่วยเป็นโรคหรือกำลังได้ยาเหล่านี้ จะต้องเป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้าเสมอไป ผู้ป่วยบางคนอาจป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจากสาเหตุอื่นๆ ก็ได้ การวินิจฉัยจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และอาศัยทักษะในการตรวจพอสมควร มีพบบ้างเหมือนกันว่าผู้ป่วยมาด้วยอาการของโรคซึมเศร้า แต่พอรักษาไปได้ระยะหนึ่งเริ่มมีอาการของโรคทางกายให้เห็น พอส่งตรวจเพิ่มเติมก็พบเป็นโรคทางกายต่างๆ

ตารางที่ 3.3 โรคหรือยาที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า  

โรค

ยา

โรคสมองอักเสบ โรคตับอักเสบ ยาลดความดันเลือด (เช่น alphamethyldopa, clonidine, propanolol)
โรคระบบประสาท เนื้องอกในสมอง ยารักษาโรคพาร์กินสัน (เช่น levodopa, amantadine)
โรคเอส แอล อี (SLE) วัณโรค โรคเอดส์ ยากลุ่มสเตียรอยด์และฮอร์โมน (เช่น ยาคุม, เพรดนิโซโลน)
โรคธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ โรคคุชชิ่ง ยารักษามะเร็ง (vincristine, vinblastine)
โรคขาดไวตามิน (เช่น เพเลกรา เบอริเบอรี่) ยาอื่นๆ เช่น ไซเมทิดีน, cyproheptadine

 

ในการวินิจฉัย โดยทั่วไปแพทย์จะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • ถามอาการหรือการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่เริ่มมีอาการครั้งแรกไล่มาตามลำดับจนปัจจุบัน ยิ่งผู้ป่วยเล่าอาการต่างๆ ที่มีได้ละเอียด เล่าปัญหาทางจิตใจที่เกิดขึ้นได้มากเท่าไร แพทย์ก็จะยิ่งเข้าใจผู้ป่วยมากขึ้นเท่านั้น
  • การซักถามในขั้นตอนนี้นอกจากเพื่อดูว่าผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้หรือไม่แล้ว ยังเพื่อพิจารณาว่าผู้ป่วยอาจเป็นโรคทางจิตเวชอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับอาการเหล่านี้หรือไม่ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องอาศัยประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะในรายที่อาการไม่ชัดเจน เป็นประสบการณ์และทักษะที่ต้องผ่านการฝึกฝนและการดูแลผู้ป่วยมาจำนวนหนึ่ง
  • ถามประวัติการเจ็บป่วยต่างๆ ในอดีต โรคประจำตัว และยาที่ใช้ประจำ เพื่อดูว่าอาจเป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้าได้หรือไม่
  • ถามประวัติความเจ็บป่วยในญาติสายเลือดเดียวกัน เพราะโรคซึมเศร้าเกี่ยวข้องกับเรื่องกรรมพันธุ์เหมือนกัน
  • ตรวจร่างกาย และส่งตรวจพิเศษที่จำเป็น ในกรณีที่สงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีโรคทางร่างกายอื่นๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของอาการต่างๆ ที่พบ
  • แพทย์อาจซักประวัติเพิ่มเติมจากญาติหรือผู้ใกล้ชิด เพื่อที่จะได้ทราบเรื่องราวหรือาการต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น เพราะบางครั้งคนรอบข้างอาจสังเกตเห็นอะไรได้ชัดเจนกว่าตัวผู้ที่มีอาการเอง

 

จะเห็นว่า เกณฑ์การวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นเพียงแนวทางในเบื้องต้นเท่านั้น เป็นองค์ประกอบหนึ่งในหลายๆ ขั้นตอนที่แพทย์ใช้ในการวินิจฉัย

การวินิจฉัยที่แน่นอนจึงต้องพบแพทย์เท่านั้น

โรคอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า

  1. ภาวะอารมณ์ซึมเศร้าจากการปรับตัวไม่ได้กับปัญหาที่มากระทบ เป็นภาวะที่เกิดจากการปรับตัวไม่ได้กับปัญหาต่างๆ ที่เข้ามากระทบ เช่น ย้ายบ้าน ตกงาน เกษียน เป็นต้น โดยจะพบอาการซึมเศร้าร่วมด้วยได้ แต่มักจะไม่รุนแรง ถ้ามีคนมาพูดคุย ปลอบใจก็จะดีขึ้นบ้าง อาจมีเบื่ออาหารแต่เป็นไม่มาก ยังพอนอนได้ เมื่อเวลาผ่านไป ค่อยๆ ปรับตัวได้กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ภาวะอารมณ์ซึมเศร้าที่มีก็จะทุเลาลง
  2. โรคอารมณ์แปรปรวน ในโรคอารมณ์แปรปรวน ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนกับโรคซึมเศร้าอยู่ช่วงหนึ่ง และมีอยู่บางช่วงที่มีอาการออกมาในลักษณะตรงกันข้ามกับอาการซึมเศร้า เช่น อารมณ์ดีเบิกบานมากผิดปกติ พูดมาก ขยันมาก เชื่อมั่นตัวเองมากกว่าปกติ ใช้เงินเปลือง เป็นต้น ซึ่งทางการแพทย์เรียกระยะนี้ว่า ระยะแมเนีย ผู้ที่เป็นโรคอารมณ์แปรปรวนบางครั้งจะมีอาการของโรคซึมเศร้า บางครั้งก็มีอาการของภาวะแมเนีย
  3. โรควิตกกังวล พบบ่อยว่าผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามักจะมีอาการวิตกกังวล ห่วงโน่นห่วงนี่ ซึ่งเป็นอาการหลักของโรควิตกกังวล ที่ต่างกันคือในโรควิตกกังวลนั้น จะมีอาการหายใจไม่อิ่ม ใจสั่น สะดุ้ง ตกใจง่าย ร่วมด้วย อาการเบื่ออาหารถึงมีก็เป็นไม่มาก น้ำหนักไม่ลดลงมากเหมือนผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และโรคซึมเศร้านั้นนอกจากอาการวิตกกังวลแล้วก็จะพบอาการซึมเศร้า ท้อแท้ เบื่อหน่ายชีวิต ร่วมด้วยโดยที่อาการอารมณ์เศร้านี้จะเห็นเด่นชัดกว่าอาการวิตกกังวล

สาเหตุ

ปัจจุบันแนวคิดเกี่ยวกับสาเหตุของโรคซึมเศร้านั้น เชื่อกันว่าสัมพันธ์กับหลายๆ ปัจจัย ทั้งจากด้านกรรมพันธุ์ การพลัดพรากจากพ่อแม่ในวัยเด็ก พัฒนาการของจิตใจ รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพ เช่น การเปลี่ยนแปลงของระดับสารเคมีในสมองบางตัวเป็นต้น

ปัจจัยสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคซึมเศร้าได้แก่

1. กรรมพันธุ์ พบว่ากรรมพันธุ์มีส่วนเกี่ยวข้องสูงในโรคซึมเศร้าโดยเฉพาะในกรณีของผู้ที่มีอาการเป็นซ้ำหลายๆ ครั้ง

2. สารเคมีในสมอง พบว่าระบบสารเคมีในสมองของผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติอย่างชัดเจน โดยมีสารที่สำคัญได้แก่ ซีโรโทนิน (serotonin) และนอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) ลดต่ำลง รวมทั้งอาจมีความผิดปกติของเซลล์รับสื่อเคมีเหล่านี้ ปัจจุบันเชื่อว่าเป็นความบกพร่องในการควบคุมประสานงานร่วมกัน มากกว่าเป็นความผิดปกติที่ระบบใดระบบหนึ่ง ยาแก้เศร้าที่ใช้กันนั้นก็ออกฤทธิ์โดยการไปปรับสมดุลย์ของระบบสารเคมีเหล่านี้

3. ลักษณะนิสัย บางคนมีแนวคิดที่ทำให้ตนเองซึมเศร้า เช่น มองตนเองในแง่ลบ มองอดีตเห็นแต่ความบกพร่องของตนเอง หรือ มองโลกในแง่ร้าย เป็นต้น บุคคลเหล่านี้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่กดดัน เช่น ตกงาน หย่าร้าง ถูกทอดทิ้งก็มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการซึมเศร้าได้ง่าย ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมอาการอาจมากจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้

 

โรคซึมเศร้านั้นไม่ได้มีสาเหตุจากแต่เพียงปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเท่านั้น เหมือนกับการป่วยเป็นไข้หวัด ก็มักเป็นจากร่างกายอ่อนแอ จากพักผ่อนน้อย ไม่ได้ออกกำลังกาย ขาดสารอาหาร ถูกฝน อากาศเย็น ร่วมกับการได้รับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัด ถ้าเราแข็งแรงดี แม้จะได้รับเชื้อหวัดก็ไม่เป็นอะไร ในทำนองเดียวกัน ถ้าร่างกายเราอ่อนแอ แต่ไม่ได้รับเชื้อหวัดก็ไม่เกิดอาการ การเริ่มเกิดอาการของโรคซึมเศร้านั้นมักมีปัจจัยกระตุ้น มากบ้างน้อยบ้าง บางครั้งอาจไม่มีก็ได้ซึ่งพบได้น้อย อย่างไรก็ตาม การมีสาเหตุที่เห็นชัดว่าเป็นมาจากความกดดันด้านจิตใจนี้ มิได้หมายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนเราไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน การพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นผิดปกติหรือไม่ เราดูจากการมีอาการต่าง ๆ และความรุนแรงของอาการเป็นหลัก ผู้ที่มีอาการเข้ากับเกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้านั้น บ่งถึงภาวะของความผิดปกติที่จำต้องได้รับการช่วยเหลือ

การรักษา

 โรคซึมเศร้านี้หากได้รับการรักษาผู้ที่เป็นจะอาการดีขึ้นมาก อาการซึมเศร้า ร้องไห้บ่อยๆ หรือรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ จะกลับมาดีขึ้นจนผู้ที่เป็นบางคนบอกว่าไม่เข้าใจว่าตอนนั้นทำใมจึงรู้สึกเศร้าไปได้ถึงขนาดนั้น ข้อแตกต่างระหว่างโรคนี้กับโรคจิตที่สำคัญประการหนึ่งคือ ในโรคซึมเศร้าถ้าได้รับการรักษาจนดีแล้วก็จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม ขณะที่ในโรคจิตนั้นแม้จะรักษาได้ผลดีผู้ที่เป็นก็มักจะยังคงมีอาการหลงเหลืออยู่บ้าง ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่เหมือนแต่ก่อน ยิ่งหากมารับการรักษาเร็วเท่าไรก็ยิ่งจะอาการดีขึ้นเร็วเท่านั้น ยิ่งป่วยมานานก็ยิ่งจะรักษายาก

การรักษาที่สำคัญในโรคนี้คือการรักษาด้วยยาแก้เศร้า โดยเฉพาะในรายที่อาการมาก ส่วนในรายที่มีอาการไม่มาก แพทย์อาจรักษาด้วยการช่วยเหลือชี้แนะการมองปัญหาต่างๆ ในมุมมองใหม่ แนวทางในการปรับตัว หรือการหาสิ่งที่ช่วยทำให้จิตใจผ่อนคลายความทุกข์ใจลง ร่วมกับการให้ยาแก้เศร้าหรือยาคลายกังวลเสริมในช่วงที่เห็นว่าจำเป็น

การรักษาด้วยยาแก้เศร้า

ยาแก้เศร้ามีส่วนช่วยในการรักษาโรคนี้ แม้ผู้ที่ป่วยบางคนอาจรู้สึกว่าความทุกข์ใจหรือปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเองนั้นเป็นเรื่องของจิตใจ แต่ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ถ้าเป็นโรคซึมเศร้าแล้วแสดงว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในร่างกายของคนเราจนทำให้เกิดมีอาการต่างๆ เช่น น้ำหนักลด อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ร่วมอีกหลายๆ อาการ ไม่ใช่มีแต่เพียงอารมณ์เศร้าอย่างเดียว ซึ่งยาจะมีส่วนช่วยในการบำบัดอาการต่างๆ เหล่านี้ อีกทั้งยังสามารถทำให้อารมณ์ซึมเศร้า ความวิตกกังวลใจทุเลาลงได้ด้วย จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้า 10 คนหากได้รับการรักษาด้วยยาแก้เศร้าอาการจะดีขึ้นจนหายถึง 8-9 คน ในขณะที่หากไม่รับการรักษานั้นอาการจะดีเองขึ้นเพียง 2-3 คนเท่านั้น (เฉพาะในรายที่อาการไม่รุนแรง หากอาการรุนแรงอาจจะกล่าวได้ว่ายากที่จะหายเอง)

ข้อควรทราบเกี่ยวกับการรักษาด้วยยาแก้เศร้า

  1. อาการของโรคไม่ได้หายทันทีที่กินยา โดยเฉพาะอาการซึมเศร้า โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ขึ้นไปอาการจึงจะดีขึ้นอย่างเห็นชัด แต่ยาก็ยังมีส่วนช่วยในระยะแรกๆ โดยทำให้ผู้ป่วยหลับได้ดีขึ้น เจริญอาหารขึ้น เริ่มรู้สึกมีเรี่ยวแรงจะทำอะไรมากขึ้น ความรู้สึกกลัดกลุ้มหรือกระสับกระส่ายจะเริ่มลดลง
  2. ยาทุกชนิดสามารถทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ หรือยาระบาย ก็ตาม แม้ว่าโอกาสที่เกิดอาการข้างเคียงจะมากน้อย และมีความรุนแรงต่างกันไป การใช้ยาจึงควรใช้ในขนาดและกินตามเวลาที่แพทย์สั่งเท่านั้น หากมีความจำเป็นที่ทำให้กินยาตามสั่งไม่ได้ และควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งหากเกิดอาการใดๆ ที่ไม่แน่ใจว่าเป็นอาการข้างเคียงหรือไม่
  3. ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่กล้ากินยามากตามที่แพทย์สั่ง แพทย์สั่งกิน 4 เม็ดก็กินแค่ 2 เม็ด หรือกินบ้างหยุดกินบ้าง เพราะกลัวว่าจะติดยา หรือกลัวว่ายาจะไปสะสมอยู่ในร่างกาย แต่ตามจริงแล้วยาแก้เศร้าไม่มีการติดยา ถ้าขาดยาแล้วมีอาการไม่สบาย นั่นเป็นเพราะว่ายังไม่หายจากอาการของโรค การกินๆ หยุดๆ หรือกินไม่ครบขนาดกลับจะยิ่งทำให้การรักษาไม่ได้ผลดี และรักษายากมากขึ้น
  4. ยาแก้เศร้ามีอยู่เป็นสิบขนาน จากการศึกษาไม่พบว่าตัวไหนดีกว่าตัวไหนอย่างชัดเจน เรียกว่าผู้ป่วยคนไหนจะถูกกับยาตัวไหนเป็นเรื่องเฉพาะตัว หรือ ลางเนื้อชอบลางยา ซึ่งโดยรวมแล้วก็มักจะรักษาได้ผลทุกตัว การใช้ยาขึ้นอยู่กับว่าแพทย์มีความชำนาญ คุ้นเคยกับการใช้ยาขนานไหน และผู้ป่วยมีโรคทางกายหรือกำลังกินยาอื่นๆ ที่ทำให้ใช้ยาบางตัวไม่ได้หรือไม่ ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะตอบสนองต่อยาแก้เศร้าตัวแรกที่ให้ หากอาการยังไม่ดีในระยะแรกๆ อาจเป็นเพราะยังปรับยาไม่ได้ขนาด หรือยังไม่ได้ระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ได้เต็มที่เสียมากกว่า ถ้าแพทย์รักษาไประยะหนึ่งแล้ว และเห็นว่าให้ยาในขนาดที่พอเพียงแล้วผู้ป่วยยังอาการดีขึ้นไม่มาก ก็อาจเปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่นต่อไป

ยาที่ใช้ในการรักษา

สมัยหลายสิบปีก่อนยาแก้เศร้ามีอยู่เพียง 4-5 ขนาน แม้ว่ายารุ่นก่อนจะมีประสิทธิภาพในการรักษาที่ดี (ยาที่มีใช้ในช่วงหลังๆ มีแต่ดีเท่าหรือด้อยกว่ายารุ่นเก่า) การใช้ยามักจะมีข้อจำกัดด้วยเหตุว่าผู้ป่วยเกิดอาการข้างเคียงจากยาบ่อย แม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่ใช่อาการที่รุนแรง แต่ผู้ป่วยบางคนก็ไวต่ออาการข้างเคียงมาก ทำให้การปรับเพิ่มขนาดยาทำได้ลำบาก ปัจจุบันมียาใหม่มากขึ้นซึ่งมีอาการข้างเคียงน้อยกว่ายาเก่า ทำให้การใช้สะดวกขึ้น ปัญหาคือยาเหล่านี้ราคาค่อนข้างแพง แพทย์จึงจะเลือกใช้ในกรณีที่เห็นว่าผู้ป่วยมีความจำเป็นที่ทำให้ใช้ยารุ่นเก่าไม่ได้

ในผู้ป่วยสูงอายุ และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวบางโรค ยาที่ใช้มักจะมีขนาดต่ำกว่าขนาดที่ใช้กับคนปกติทั่วไป ยาบางตัวอาจมีปฏิกิริยากับยาแก้เศร้าที่กิน ดังนั้นผู้ป่วยที่กินยาอื่นๆ จึงควรแจ้งแพทย์ทุกครั้ง

ยาที่เราใช้กันจะมีชื่ออยู่ 2 แบบ ได้แก่ชื่อสามัญ และชื่อการค้า ชื่อสามัญคือชื่อที่บอกองค์ประกอบหรือลักษณะยา ส่วนชื่อการค้าคือชื่อที่แต่ละบริษัทตั้งขึ้นเพื่อให้รู้ว่าผลิตจากบริษัทของตน ยาชื่อสามัญตัวเดียวอาจมีชื่อการค้าได้หลายๆ ชื่อถ้ามีผู้ผลิตหลายบริษัท เช่น ยาแก้ปวดชนิดหนึ่งมีชื่อสามัญว่า พาราเซตามอล และมีชื่อการค้าหลายชื่อเช่น คาปอล เซตามอล เป็นต้น ซึ่งทุกยาทุกชื่อก็ได้ผลเช่นเดียวกันเพราะเป็นยาตัวเดียวกัน

 ตารางที่ 6.1 รายชื่อยาที่มีใช้ในประเทศไทย

ชือสามัญ (ไทย) ชือสามัญ (อังกฤษ) ชื่อการค้า ขนาดเม็ดละ

(มิลลิกรัม)

ขนาดในการรักษา อาการข้างเคียงที่อาจพบได้
อะมิทริปไทลีน

นอร์ทริปไทลีน

อิมิพรามีน

ด็อกเซปิน

โคลมิพรามีน

แมโพรทิลีน

amitriptyline

nortriptyline

imipramine

doxepin

clompiramine

maprotiline

-

-

-

sinequan

anafranil

ludiomil

10, 25, 50

10, 25, 50

25

25

10, 25

25

75-150

75-150

75-150

75-150

75-150

75-150

 

 

ง่วงซึม ปากคอแห้ง ท้องผูก

ทราโซโดน trazodone desyrel

50

150-300 ง่วงซึม มึนศีรษะ
ไมแอนเซอรีน mianserine tolvon

10, 30

60-90 ง่วงซึม ปวดศีรษะ
อะมิเนปทีน amineptine servector

100

100-200 นอนไม่หลับ กระวนกระวาย
มอโคลเบไมด์ moclobemide aurorix

100, 150

150-450 คลื่นไส้ กระวนกระวาย นอนไม่หลับ
ฟลูออกเซตีน*

ฟลูวอกซามีน*

พารอกเซตีน*

ซิตาโลแพรม*

เซอร์ทราลีน*

fluoxetine

fluvoxamine

paroxetine

citalopram

sertraline

prozac

faverine

seroxat

cipram

zoloft

20

50, 100, 150

20

20

50

20-40

100-300

20-40

20-40

50-100

 

กระวนกระวาย คลื่นไส้ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร

เวนลาแฟกซีน venlafaxine effexor

75, 150

150-300 กระวนกระวาย คลื่นไส้
เมอร์ทาเซปีน mirtazepine remeron

30

15-45 ง่วงซึม ปากคอแห้ง
ไทอะเนปทีน tianeptine stablon

12.5

25-50 กระวนกระวาย คลื่นไส้
เนฟาโซโดน nefazodone serzzone

100, 150

300-500 ง่วงซึม คลื่นไส้ ปากคอแห้ง

อาการข้างเคียงที่พบได้ในยาแก้เศร้ากลุ่มเก่า

  1. ง่วง เพลีย ซึมๆ ยาแต่ละตัวมีฤทธิ์ทำให้ง่วงมากน้อยแตกต่างกัน ยาที่พบบ่อยได้แก่ อะมิทริปไทลีน และด็อกเซปิน แพทย์จึงมักให้ยาเหล่านี้กินตอนเย็นหรือก่อนนอน ซึ่งก็เหมาะกับโรค เพราะโรคนี้ผู้ที่เป็นมักจะนอนหลับไม่ดีอยู่แล้ว ยาจึงช่วยให้หลับได้โดยไม่ต้องใช้ยานอนหลับ ในช่วงแรกของการรักษาห้ามขับรถและควรหลีกเลี่ยงการทำงานกับเครื่องจักร เนื่องจากการง่วงซึมแม้จะมีเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้การตัดสินใจ หรือการเคลื่อนไหวที่ต้องการความรวดเร็วนั้น เชื่องช้าลงได้มาก หากสังเกตว่ากินยาแล้วง่วงมาก ซึมแทบทั้งวัน ควรแจ้งแพทย์เพื่อจะได้พิจารณาปรับยา แต่พบว่าบางครั้งพอกินยาไปนานๆ เข้ากลับไม่มีง่วงเหมือนเดิมอีกก็มี
  2. อาการปากคอแห้ง เป็นอาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย แก้โดยให้จิบน้าบ่อยๆ
  3. ตามัว มองเห็นไม่ชัด อาการพวกนี้จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง ไม่ต้องตัดแว่นใหม่
  4. ท้องผูก กินอาหารจำพวกผัก ผลไม้ที่มีกากมากๆ หรืออาจกินมะขามเปียกช่วยในการระบาย
  5. เวียนศีรษะ หน้ามืด จากยาไปทำให้หลอดเลือดขยายตัว เลือดจึงค้างอยู่ในร่างกายมาก ไปเลี้ยงสมองน้อย อาการนี้มักเป็นเวลาเปลี่ยนอิริยาบท เช่น นอนนานๆ นั่งนานๆ แล้วลุกกระทันหัน หากมีอาการบ่อยๆ อาจแก้โดยรับประทานของเค็มๆ บ่อยขึ้น เพื่อทำให้ความดันเลือดเพิ่มมากขึ้น (ผู้ที่เป็นโรคความดันสูงอยู่ไม่ควรใช้วิธีนี้) การเปลี่ยนท่าทางต้องค่อยๆ ทำ หากจะลุกจากตื่นนอน ให้ลุกนั่งสักพักหนึ่ง ขยับแขนขาไปมา ให้เลือดไหลเวียนดี แล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้น หากมีอาการเวียนศีรษะขณะยืนอยู่ให้รีบนั่งพิงพนักหรือนอนทันที ถ้ายิ่งนอนในท่าที่ส่วนศีรษะต่ำกว่าส่วนลำตัวและยกขาสูงได้ก็ยิ่งดี หากมีอาการเช่นนี้บ่อยๆ แก้ไขแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรแจ้งแพทย์ ซึ่งแพทย์อาจปรับลดยาลงหรือเปลี่ยนยา

อาการข้างเคียงที่พบได้ในยาแก้เศร้ากลุ่มใหม่

ยาแก้เศร้ากลุ่มใหม่นี้ กล่าวโดยรวมแล้วมีอาการข้างเคียงน้อยกว่ายากลุ่มเก่า โดยเฉพาะอาการปากคอแห้ง ท้องผูก หรืออาการหน้ามืด เวียนศีรษะ ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะยากลุ่มใหม่ที่ออกฤทธิ์เฉพาะระบบซีโรโตนิน (กลุ่มที่มีเครื่องหมาย * ในตาราง) เนื่องจากมียาหลายขนาน ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ในการรักษาโดยไปปรับสารเคมีในสมองเฉพาะระบบซีโรโตนิน ยาแต่ละขนานจะมีอาการข้างเคียงต่อไปนี้มากน้อยต่างกัน

  1. กระวนกระวาย บางคนกินยาแล้วมีอาการกระวนกระวาย ซึ่งพบได้กับยาแก้เศร้ากลุ่มใหม่ขนานอื่นบางตัวเหมือนกัน (ดูในตาราง) ถ้ากินยาแล้วรู้สึกว่าตนเองหงุดหงิดง่ายขึ้น กระวนกระวาย รู้สึกเหมือนอยู่ไม่สุข ต้องทำโน่นทำนี่ ให้บอกแพทย์ ซึ่งแพทย์อาจให้ยาคลายกังวลร่วม ลดขนาดยาลง หรือเปลี่ยนไปใช้ยาขนานอื่น
  2. นอนไม่หลับ ข้อดีของยาเหล่านี้คือไม่ทำให้ง่วงนอน แพทย์จึงมักนิยมให้ตอนเช้า หากกินก่อนนอนแล้วอาจจะทำให้หลับไม่ดีได้
  3. คลื่นไส้ บางคนกินยาแล้วมีอาการพะอืดพะอม คลื่นไส้ จุก แน่นท้อง ส่วนใหญ่มักจะเป็นช่วงสั้นๆ หลังกินยา ถ้ามีอาการให้ลองเปลี่ยนมากินยาตอนท้องว่าง (ก่อนกินอาหาร) ถ้าเป็นมื้อเช้าก็คือ ตื่นมาสักครู่ก็กินยาเลย ถ้ายังไม่ดีขึ้นให้แจ้งแพทย์
  4. ปวดหัว มักเป็นไม่นาน ดีขึ้นเอง

แพทย์รักษาอย่างไร

หลังจากแพทย์ประเมินอาการจนค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าโดยไม่มีสาเหตุมาจากโรคทางร่างกายอื่นๆ ก็จะเริ่มให้การรักษาโดยให้ยาขนาดต่ำก่อน นัดติดตามการรักษาอีกประมาณ 1-2 สัปดาห์ต่อมา ถ้าผู้ป่วยไม่มีอาการข้างเคียงอะไรก็จะค่อยๆ ปรับยาขึ้นไปทุกๆ 1-2 สัปดาห์จนได้ขนาดในการรักษา

แพทย์จะรับไว้ในโรงพยาบาลเมื่อ

  1. ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น ไม่กินอาหารเลย อยู่นิ่งๆ ตลอดวัน คิดอยากตายหรือพยายามฆ่าตัวตาย
  2. แพทย์ต้องการตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง
  3. แพทย์เห็นว่าการรักษาด้วยยาต้องดูแลใกล้ชิด เช่น ผู้ป่วยที่มีโรคทางกาย ผู้ป่วยสูงอายุ เป็นต้น

ระยะเวลาในการรักษา

 หลังจากที่รักษาจนผู้ป่วยอาการดีขึ้นแล้ว แพทย์จะให้ยาในขนาดใกล้เคียงกับขนาดเดิมต่อไปอีกนาน 4-6 เดือน เนื่องจากพบว่าในช่วงนี้ผู้ป่วยที่หยุดยาไปกลับเกิดอาการกำเริบขึ้นมาอีกสูง เมื่อให้ยาไปจนครบ 6 เดือนโดยที่ผู้ป่วยไม่มีอาการเลยในระหว่างนี้ แพทย์จึงจะค่อยๆ ลดยาลงโดยใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนจนหยุดยาในที่สุด

แม้ว่าจะหายจากการป่วยในครั้งนี้แล้ว ยังพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีโอกาสเกิดกลับมาป่วยซ้ำอีก โดยพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่ป่วยครั้งแรกมีโอกาสที่จะเกิดป่วยซ้ำอีกได้ บางคนหายปี 2-3 ปีแล้วกลับเป็นใหม่ ในขณะที่บางคนหายไปเป็น 5-7 ปีก็มี ซึ่งบอกยากว่าใครจะกลับมาเป็นอีกและจะเป็นเมื่อไร หลักการโดยทั่วๆ ไปคือ ถ้าเป็นครั้งที่สอง โอกาสเกิดเป็นครั้งที่สามก็สูงขึ้นและถ้าเป็นครั้งที่สาม โอกาสเป็นครั้งที่สี่ก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก และการกำเริบในครั้งต่อๆ ไปจะกระชั้นเข้า ดังนั้นถ้าป่วย 3 ครั้งแล้วจำเป็นต้องกินยากันไม่ให้กลับเป็นซ้ำไปนานเป็นปีๆ แต่ถ้าเป็น 2 ครั้งและมีลักษณะต่างๆ ที่แพทย์เห็นว่ามีความเสี่ยงก็อาจให้ยาป้องกันเช่นกัน (ดูตารางที่ 6.2)

ตารางที่ 6.2 ข้อบ่งชี้ในการป้องกันระยะยาว

1. มีอาการมาแล้ว 3 ครั้ง

2. มีอาการมาแล้ว 2 ครั้ง ร่วมกับมีภาวะต่อไปนี้

- ญาติใกล้ชิดสายเลือดเดียวกันมีประวัติป่วยเป็นโรคนี้ซ้ำๆ หลายครั้ง หรือป่วยเป็นโรคอารมณ์แปรปรวน

- มีประวัติกลับมาป่วยซ้ำอีกภายใน 1 ปี หลังจากหยุดการรักษา

- เริ่มมีอาการครั้งแรกขณะอายุยังน้อย (ต่ำกว่า 20 ปี)

3. มีอาการที่เป็นเร็ว รุนแรง หรืออันตรายมา 2 ครั้ง ภายในช่วงเวลา 3 ปี

ผู้ป่วยที่กินยาป้องกันมักจะกินไปนานประมาณ 3-5 ปี ผู้ป่วยที่ได้รับยาป้องกันมิได้หมายความว่าจะไม่เกิดอาการอีกเลย พบว่าผู้ป่วยส่วนน้อยอาจเกิดอาการเหมือนเดิมอีก ผู้ป่วยบางคนเกิดอาการอีกแต่เป็นน้อยและเป็นแค่ช่วงสั้นๆ เมื่อเพิ่มยาขึ้นอาการก็หายไป ในขณะที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการอีก

การที่การกินยาป้องกันระยะยาวมีความสำคัญเพราะจากการศึกษาในระยะหลังๆ นี้ทราบค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่าหากผู้ป่วยมีอาการกำเริบขึ้นบ่อยๆ การรักษาจะยุ่งยากมาขึ้นในระยะหลังๆ และอาการอาจเป็นถี่มากขึ้น

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า ไม่มีใครสนใจ ต้องรับความกดดันต่างๆ แต่ผู้เดียว รู้สึกสิ้นหวัง ไม่อยากจะสู้ปัญหาอะไรๆ อีกแล้ว

แต่ขอให้ความมั่นใจว่าความรู้สึกเช่นนี้ไม่ได้เป็นอยู่ตลอดไป โรคนี้รักษาให้หายขาดได้ เมื่ออาการของโรคดีขึ้น มุมมองต่อสิ่งต่างๆ ในแง่ลบจะเปลี่ยนไป ความมั่นใจในตนเองจะมีเพิ่มขึ้น มองเห็นปัญหาต่างๆ ในมุมมองอื่นๆ ที่แตกต่างออกไปจากเดิมมากขึ้น

ในขณะที่คุณกำลังซึมเศร้าอยู่นั้น มีข้อแนะนำดังต่อไปนี้

  1. การออกกำลังกาย การออกกำลังกายนอกจากจะช่วยทางร่างกายแล้ว จิตใจก็ยังจะดีขึ้นด้วย โดยในผู้ที่มีอาการซึมเศร้าไม่มาก จะรู้สึกว่าจิตใจคลายความเศร้า และแจ่มใสขึ้นได้ การออกกำลังกายที่ดีจะเป็นการออกกำลังแบบแอโรบิก เช่น วิ่ง เดิน ว่ายน้ำ ซึ่งจะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น การกินอาหารดีขึ้น การขับถ่ายดีขึ้น ถ้าได้ออกกำลังกายร่วมกับผู้อื่นด้วยก็จะยิ่งช่วยเพิ่มการเข้าสังคม ไม่รู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยว
  1. อย่าตั้งเป้าหมายในการทำงานและการปฏิบัติตัวที่ยากเกินไป ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่เรายังต้องการการพักผ่อน ทั้งทางร่างกายและจิตใจ การกระตุ้นตนเองมากไปกลับยิ่งจะทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ที่ทำไม่ได้อย่างที่หวัง
  2. เลือกกิจกรรมที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีๆ โดยมักจะเป็นสิ่งที่เราเคยชอบ เช่น ไปเที่ยวสวนสาธารณะ ไปเที่ยวชายทะเล ชวนเพื่อนมาที่บ้าน พยายามทำกิจกรรมที่ทำร่วมกับคนอื่นมากกว่าที่จะอยู่คนเดียว

    หลักการเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกอย่างหนึ่งก็คือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้จะไม่คงอยู่ตลอดไป แต่จะขึ้นๆ ลงๆ ในแต่ละช่วง คนที่มีความโศกเศร้ามักจะรู้สึกหมดหวัง คิดว่าความรู้สึกนี้จะคงอยู่กับตนเองตลอดเวลา ในความเป็นจริงแล้วจะมีอยู่บางช่วงที่อารมณ์เศร้านี้เบาบางลง ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ให้เราเริ่มกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เพื่อให้มีความรู้สึกที่ดีขึ้น

  3. อย่าตัดสินใจเรื่องที่สำคัญต่อชีวิต เช่นการหย่า การลาออกจากงาน ณ ขณะที่เรากำลังอยู่ในภาวะซึมเศร้านี้การมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบอาจทำให้การตัดสินใจผิดพลาดไปได้ ควรเลื่อนการตัดสินใจไปก่อน หากจำเป็นหรือเห็นว่าปัญหานั้นๆ เป็นสิ่งที่กดดันเราทำให้อะไรๆ แย่ลวงจริงๆ ก็ควรปรึกษาผู้ใกล้ชิดหลายๆ คนให้ช่วยคิด

การมองปัญหาโดยไม่แยกแยะจะทำให้เกิดความรู้สึกท้อแท้ ไม่รู้จะทำอย่างไร การแก้ปัญหาให้แยกแยะปัญหาให้เป็นส่วนย่อยๆ จัดเรียงลำดับความสำคัญว่าเรื่องไหนควรทำก่อนหลังแล้วลงมือทำไปตามลำดับโดยทิ้งปัญหาย่อยอื่นๆ ไว้ก่อน วิธีนี้จะพอช่วยให้รู้สึกว่าตนเองยังทำอะไรได้อยู่

คำแนะนำสำหรับญาติ

 ญาติมักจะรู้สึกห่วงผู้ที่เป็น ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้ซึมเศร้ามากขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เรื่องที่มากระทบก็ดูไม่หนักหนานก ทำให้บางคนพาลรู้สึกโกรธ ขุ่นเคือง เห็นว่าผู้ป่วยเป็นคนอ่อนแอ เป็นคน "ไม่สู้" ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงต้องเศร้าเสียใจขนาดนี้ ท่าทีเช่นนี้กลับยิ่งทำให้ผู้ที่เป็นรู้สึกว่าตัวเองยิ่งแย่ขึ้นไปอีก เกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระแก่ผู้อื่น ทำให้จิตใจยิ่งตกอยู่ในความทุกข์

แต่ทั้งนี้ ภาวะที่เขาเป็นนี้ไม่ใช่อารมณ์เศร้าธรรมดา หรือเป็นจากจิตใจอ่อนแอ หากแต่เป็นภาวะของความผิดปกติ เขากำลัง "เจ็บป่วย" อยู่ หากจะเปรียบกับโรคทางกายเช่น โรคปอดบวม อาจจะทำให้พอเห็นภาพชัดขึ้น คนเป็นโรคปอดบวมจะมีการอักเสบของปอด เสมหะเหนียวอุดตันตามหลอดลม ทำให้มีอาการหอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก มีไข้ สิ่งที่เขาเป็นนั้นเขาไม่ได้แกล้งทำ หากแต่เป็นเพราะมีความผิดปกติอยู่ภายในร่างกาย เขากำลังเจ็บป่วยอยู่ กับโรคซึมเศร้าก็เป็นเช่นเดียวกัน ความกดดันภายนอกที่รุมเร้าร่วมกับปัจจัยเสี่ยงหลายๆ อย่างในตัวเองทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีและระบบฮอร์โมนต่างๆ ในสมอง เกิดมีอาการต่างๆ ตามมาทั้งทางกายและใจนอกเหนือไปจากความเศร้าโศก ณ ขณะนั้น นอกจากอารมณ์ที่เปลี่ยนไปแล้ว ยังพบมีอาการทางร่างกาย ต่างๆ นาๆ รวมด้วย ความคิดเห็น มุมมองต่อสิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนไปด้วย การมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบ ก็กลับจะยิ่งไปส่งเสริมให้จิตใจเศร้าหมอง กลัดกลุ้มมากขึ้นไปอีก เขาห้ามให้ตัวเองไม่เศร้าไม่ได้ ทั้งหมดนี้เป็นปรากฏการณ์ของความเจ็บป่วย ซึ่งเมื่อได้รับการรักษาหายแล้ว อารมณ์เศร้าหมองก็จะดีขึ้น จิตใจแจ่มใสขึ้น การมองสิ่งรอบตัวก็จะเปลี่ยนไป อาการต่างๆ จะค่อยๆ หายไป

หากญาติมีความเข้าใจผู้ที่เป็น โรคซึมเศร้า มองว่าเขากำลังไม่สบาย ความคาดหวังในตัวเขาก็จะลดลง ความหงุดหงิด คับข้องใจก็ลดลง เรามักจะให้อภัยคนที่กำลังไม่สบาย มีข้อยกเว้นให้บางอย่าง เพราะเราทราบดีว่าเขาไม่ได้แกล้งทำ ไม่มีใครอยากป่วย

บางครั้งผู้ป่วยดูเงียบขรึม บอกไม่อยากพูดกับใคร ก็อาจต้องตามเขาบ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่จะปล่อยเขาไปหมด หากสังเกตว่าช่วงไหนเขาพอมีอารมณ์แจ่มใสขึ้นมาบ้างก็ควรชวนเขาพูดคุยถึงเรื่องที่เขาเคยชอบ เคยสนใจ อาจเริ่มด้วยการคุยเล็กๆ น้อยๆ ไม่สนทนานานๆ เพราะเขายังไม่มีสมาธิพอที่จะติดตามเรื่องยาวๆ ได้นาน และยังเบื่อง่ายอยู่ การที่ญาติมีท่าทีสบายๆ ใจเย็น พร้อมที่จะช่วย และในขณะเดียวก็ไม่กระตุ้นหรือคะยั้นคะยอเกินไปเมื่อสังเกตว่าเขายังไม่พร้อม จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายลง ไม่เครียดไปตามญาติ หรือรู้สึกว่าตนเองแย่ที่ไม่สามารถทำตามที่ญาติคาดหวังได้

ผู้ที่กำลังซึมเศร้าบางครั้งอาจเกิดความรู้สึกท้อแท้ ไม่เห็นหนทางแก้ปัญหา อาจรู้สึกอยากตายได้ ผู้ที่มีความรู้สึกเช่นนี้แม้ว่าบางคนจะไม่บอกใคร แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะบอกคนใกล้ชิดเป็นนัยๆ ญาติควรใส่ใจ หากผู้ป่วยพูดจาในทำนองสั่งเสีย ล่ำลา หรือพูดเหมือนกับจะไม่อยากมีชีวิตอยู่ โดยเฉพะถ้าเขาไม่เคยมีท่าทีทำนองนี้มาก่อน ผู้ป่วยบางคนไม่รู้ว่าจะบอกคนอื่นอย่างไรถึงเรื่องอยากตายของตน รู้สึกสองจิตสองใจ ใจหนึ่งอยากตาย ใจหนึ่งเป็นห่วงคนใกล้ตัว จะปรึกษาใครก็กลัวคนว่าคิดเหลวไหล การบอกเป็นนัยๆ นี้แสดงว่าจิตใจเขาตอนนั้นกำลังต้องการความช่วยเหลือ ต้องการคนเข้าใจอย่างมาก

เรื่องหนึ่งที่มักเข้าใจผิดกันคือ คนมักไม่ค่อยกล้าถามผู้ป่วยถึงเรื่องความคิดอยากตาย เพราะเกรงว่าจะเป็นการไปชี้โพรงให้กระรอก แต่จริงๆ แล้วๆ ไม่เป็นเช่นนั้น ความคิดอยากตายมักเกิดจากการครุ่นคิดของผู้ป่วยจากมุมมองต่อปัญหาที่บิดเบนไปมากกว่า ไม่ได้เป็นเพราะคำถามเรื่องนี้ ในทางตรงกันข้าม การถามกลับเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้ระบายความรู้สึก ความตึงเครียด คับข้องใจลดลง

หากผู้ป่วยพูดถึงเรื่องอยากตาย อย่าบอกว่า "อย่าคิดมาก" "ให้เลิกคิด" หรือ "อย่าสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น" คำพูดทำนองนี้อาจทำให้เขารู้สึกว่าญาติไม่สนใจรับรู้ปัญหา เห็นว่าเขาเหลวไหล ญาติควรให้ความสนใจ เปิดโอกาสให้เขาได้พูดถึงความคับข้องใจ จากประสบการณ์การเป็นแพทย์ของผู้เขียนพบว่า ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย ไม่มีโอกาส หรือไม่ได้พูดความคับข้องใจหรือปัญหาของตนเองให้คนใกล้ชิด เพราะมีความรู้สึกว่า "เขาคงไม่สนใจ" "ไม่อยากรบกวนเขา" "ไม่รู้ว่าจะเล่าให้เขาฟังตอนไหน" ในช่วงภาวะวิกฤตินั้นสิ่งที่ผู้ที่ทุกข์ใจต้องการมากคือผู้ที่พร้อมจะรับฟังปัญหาของเขาด้วยความเข้าใจ อย่าเพิ่งรีบไปให้คำแนะนำโดยที่เขายังไม่ได้พูดอะไร การที่เขาได้พูดระบายออกมาเป็นการเปิดโอกาสให้ญาติได้เห็นชัดเจนขึ้นว่าปัญหา หรือสิ่งที่ผู้ป่วยเห็นว่าสำคัญคืออะไร ซึ่งอาจจะแตกต่างจากที่ญาติเคยคิดมาก่อนก็ได้

เมื่อผู้ป่วยได้พูดระบายความคับข้องใจออกมา จิตใจจะผ่อนคลายลง สภาพจิตใจตอนนี้เริ่มจะเปิดกว้างพร้อมที่จะรับฟังผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่เขาเกิดความไว้วางใจ ซึ่งก็คือผู้ที่รับฟังปัญหาของเขายามที่เขาทุกข์ใจมากที่สุดนั่นเอง ณ จุดนี้ ญาติจะสามารถชี้ให้ผู้ป่วยได้มองปัญหาจากแง่มุมอื่นๆ ได้เห็นทางเลือกอื่นๆ ในการแก้ปัญหา หากได้พูดคุยแล้วเห็นว่าผู้ป่วยยังมีความรู้สึกท้อแท้อยู่สูง มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายมากก็อย่าได้ไว้วางใจ ควรพาไปพบแพทย์

ในช่วงที่ผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้ามากนั้น หากเขายังทำอะไรไม่ได้ก็ควรจะให้พักผ่อนไปจะดีกว่าการไปบังคับให้เขาทำโดยที่ยังไม่พร้อม หากอาการเริ่มดีขึ้น ก็อาจค่อยๆ ให้งานหรือชวนให้เขาร่วมกิจกรรมที่พอทำได้บ้าง เป็นงานที่ไม่ต้องอาศัยสมาธิมากนัก หากเป็นงานที่มีการเคลื่อนไหว เคลื่อนที่จะดีกว่างานที่ผู้ป่วยนั่งอยู่เฉยๆ เพราะการมีกิจกรรมจะทำให้ความคิดฟุ้งซ่าน การอยู่กับตนเองลดลง

ข้อควรทราบ

  1. โรคนี้ไม่ได้อาการดีขึ้นทันทีที่กินยา การรักษาต้องใช้เวลาบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นสัปดาห์ อาการจึงจะดีขึ้นอย่างเห็นชัด จึงไม่ควรคาดหวังจากผู้ป่วยมากเกินไป
  2. การรักษาด้วยยามีความสำคัญ ควรช่วยดูแลเรื่องการกินยา โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ผู้ป่วยยังซึมเศร้ามาก หรืออาจมีความคิดอยากตาย
  3. การตัดสินใจในช่วงนี้จะยังไม่ดี ควรให้ผู้ป่วยเลี่ยงการตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ไปก่อนจนกว่าจะเห็นว่าอาการเขาดีขึ้นมากแล้ว

ที่มา : http://www.mahidol.ac.th/mahidol/ra/rapc/

Back to Top
angle_oh View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 26 Jan 2010
Online Status: Offline
Posts: 195
Post Options Post Options   Quote angle_oh Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 16 May 2010 at 21:00 - IP: 81.83.55.106 IP Information
หวัดดีจ้ะน้องแตง
ฟังจากที่แตงเล่ามา พี่ว่าแตงควรจะหาเพื่อนคุย อย่าเก็บสิ่งที่เราคิดไว้คนเดียว ถามเอง ตอบเอง มันจะกลายเป็นความฟุ้งซ่าน เมื่อก่อนพี่ก็เป็นจ้ะ มาก็ไม่รู้จักใคร อยู่ในอพาร์ทเม้นห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ไม่ได้ไปไหน เดินวนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนั้นทุกวัน  เหมือนนกอยู่ในกรง เมื่อก่อนทะเลาะกับแฟนก็บ่อย แฟนออกไปไหน กลับบ้านสายก็บ่น บางทีก็เกิดอาการน้อยใจโดยไม่รู้สาเหตุ เก็บทุกอย่างมาคิด กลายเป็นทะเลาะกัน จากนั้นก็เลยบอกแฟนว่า ช่วยย้ายออกไปอยู่ที่อื่นได้มั๊ย อยากอยู่ห้องกว้างกว่านี้ ที่มีห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว เป็นสัดส่วน เผื่ออะไรมันจะดีขึ้น ก็เลยได้ย้ายมาอยู่ปัจจุบัน แฟนพี่ก็รู้สึกว่ามันดีขึ้น ถามว่าเธอชอบที่อยู่ใหม่มั๊ย รู้สึกเหมือนบ้านเธอมั๊ย พี่ก็ตอบว่า ใช่ ถามว่ามีเพื่อนมั๊ยก็ไม่มี แต่รู้สึกมีความสุขมากกว่าเดิม และอีกอย่างตอนอยู่ที่ก่อนไม่ค่อยได้ทำอาหารเพราะ กลิ่นมันก็ตลบอบอวนอยู่ในนั้น พอมาอยู่นี่ก็ได้ทำอาหารเป็นชิ้นเป็นอัน อยากกินอะไร หาข้อมูลในเน็ต มีทุกอย่าง จนตอนนี้แฟนพี่บอก ชักจะทำบ่อยเกินไปแล้วนะ จนตู้แช่แข็งไม่มีที่เก็บ
สำหรับเรื่องของแตง ไม่แน่ใจว่าแตงอยู่กับพ่อแม่สามีรึป่าว จึงเกิดความไม่สะดวกถ้าจะทำอาหารอะไรที่ถูกปาก แต่ไม่ถูกจมูกเจ้าของบ้าน ก็อาจจะเกิดความเกรงใจ ขนาดพี่จำเป็นต้องไปกินบ้านแม่แฟน อาทิตย์ละ1ครั้ง บางทีก็ไม่ค่อยอยากไป เพราะทุกครั้งที่ไปเค้าก็เมนูเหมือนเดิม คือเอาอกไก่ไปทอดในกะทะแบนๆ คิดดูสิ กินแบบนี้ มันก็เอียน เพราะมันไม่มีรสชาติอะไรเลย
สำหรับข้อแนะนำของพี่ก็คือ แตงควรจะมีเพื่อน คนไทยหรือว่าเพื่อนที่เรียนห้องเดียวกัน ว่างๆก็ไปเดินในเมืองไม่ได้หมายถึงไปช้อปปิ้ง แต่แค่ไปเดินเปิดหูเปิดตา เห็นของสวยๆงาม คนสวยๆหล่อ จิตใจเราก็สดชื่น ถ้าอยู่บ้านก็ใช้อินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ อ่านข่าวสาร แหล่งความรู้ เมนูอาหาร แล้วก็ลองทำดู ทำบ่อยๆ เราก็จะรู้ว่าเราควรปรับปรุงตรงไหน รสชาติยังไงถูกปากเรา ถูกปากแฟน ชวนพ่อแม่แฟนกินด้วย
แต่พี่ก็เข้าใจคนแก่ๆที่นี่นะ เค้าก็ไม่กล้ากินอะไรแปลกๆ เช่นอาหารไทย ถ้ายังไงก็เปลี่ยนมาเป็นทำเค้กง่ายๆ พวกคุ้กกี้ ขนมอบ
ถ้ายังไม่ดีขึ้น ก็ควรจะมีสัตว์เลี้ยง พวกแมว หมา มีอะไรก็คุยกับมัน ถ้าคนไม่รับฟัง แต่พูดกับสัตว์มันก็รับฟังเรา แถมไม่โต้ตอบให้เราหงุดหงิดใจอีก

ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะจ๊ะ
พี่โอ๋

Back to Top
Sweetiemind View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 28 Nov 2009
Location: Norway
Online Status: Offline
Posts: 8400
Post Options Post Options   Quote Sweetiemind Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 16 May 2010 at 21:27 - IP: 84.49.207.116 IP Information

มายว่าคุยกับสามีดีกว่าค่ะ บอกถึงปัญหาของเรา ให้สามีพาไปปรึกษาจิตแพทย์ก็ได้ค่ะ อย่าเข้าใจผิดนะคะคนที่พบจิตแพทย์ไม่ใช่คนบ้าหรือจิตไม่ดีนะ แต่เป็นผู้มีปัญหาทางภาวะจิตใจที่ต้องการรับการรักษาหรือแก้ไขที่ถูกวิธีค่ะ คุณหมอช่วยได้ค่ะ ไม่ควรปล่อยให้ภาวะจิตใจเราเป็นแบบนี้นานๆเดี๋ยวจะมีผลกระทบสุขภาพและต่อชีวิตครอบครัวได้

ส่วนเรื่องกับข้าว ลองเข้าไปดูสูตรและวิธีทำในเวปไซท์ต่างๆดูค่ะ มายก็ทำกับข้าวไม่เก่งแต่ก็ทำตามในอินเตอร์เน็ทค่ะก็กลายเป็นชอบทำกับข้าวมากขึ้น ลองดูนะคะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


Edited by Sweetiemind - 16 May 2553 at 21:33
มาย Molde / 1976

Alt for foreldrene mine!

เราทำถูก...กิเลสเขา...เขาก็ว่า...เราดี! เราไม่ทำถูก...กิเลสเขา...เขาก็ว่า...เราไม่ดี!

อย่าสูญเสีย "ตัวตน" ด้วยคำพูดของคนที่ไม่รู้จัก "ตัวเรา"


Back to Top
oranit View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 28 Nov 2009
Location: Norwich,England
Online Status: Offline
Posts: 3771
Post Options Post Options   Quote oranit Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 16 May 2010 at 22:08 - IP: 78.152.239.39 IP Information
สวัสดีคะจขกท
แต่ก่อนเราก็เป็นเหมือนกันเรื่องเบื่อชีวิต บางทีอากาศเหงาๆก็เป็นสาเหตุหนึ่งเหมือนกันคะ อาหารก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญแต่ก่อนพยายามทำกับข้าวฝรั่งผสมไทย เพื่อที่จะได้ทำทีเดียวกินด้วยกัน ทำให้เราคิดถึงบ้านมากคิดถึงอาหารที่เราเคยได้กินที่เมืองไทย แต่ตอนนี้หาสูตรอาหารที่มีวีดีโอประกอบไปด้วย หรือไม่ก็ออกไปเดินช๊อปคนเดียว ถ้าไม่มีแฟนไปด้วยจะดีมากเพราะเราจะมีเวลาเต็มที่ บางทีไปเดินดูเฉยๆก็คลายเหงาได้นะคะ
หรือไม่ก็ออกกำลังกายด้วยการทำโยคะ อันนี้แนะนำว่าดีมากตอนนี้เราก็ทำอยู่คะลองดูนะคะ





http://asianflavourswithoranit.blogspot.com/



Back to Top
sathi View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 30 Jan 2010
Location: Belgium
Online Status: Offline
Posts: 268
Post Options Post Options   Quote sathi Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 17 May 2010 at 01:38 - IP: 84.198.2.121 IP Information
ต้องขอขอบคุณ คุณgimjung  มากๆคะ ที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคซืมเศร้า  แตงได้อ่านดูแล้ว และก็เข้าใจมากขึ้นคะ ส่วนของแตงก็มีอาการคล้ายๆ โรคนี้อยู่เหมือนกันคะ  แต่อ่านไปอีกหน่อยก็รู้เลย ว่าที่แท้ตัวเองเป็นโรคอารมณ์แปรปรวนนี้เองคะ เพราะก็มีอยู่บ้างที่ร่าเริงโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ไม่อยากเป็นหรอกคะ โรคซืมเศร้า เพราะไม่อยากมีความรู้สึก อย่างนั้นคะ
 
สวัสดีคะพี่โอ๋ แตงขอบคุณพี่มากๆนะคะที่เข้ามาอ่าน และให้คำแนะนำดีๆให้แตงคะ ที่พี่ว่ามาที่ว่า ที่อยู่อาศัย มันก็มีส่วนกะตัวแตงมากเหมือนกันคะ แตงยังอยู่กับพ่อแม่สามีอยู่คะ ใช่คะบางครั้งแตงจะทำอะไรกิน ก็ต้องแอบทำในเวลาที่ท่านๆไม่อยู่ เพราะเกรงใจเรื่องกลิ่นคะ มันไม่อำนวยซะเลย LOL ตอนนี้ก็มีแพลนจะย้ายออกอยู่คะ ก็ดูๆๆ บ้านกันอยู่แต่ไม่รู้คุณสามีเค้าจะตัดสินใจยังไงคะ
 
ขอบคุณ คุณมาย มากๆคะ ที่ให้คำแนะนำ และเรื่องเวปต่างๆด้วยคะ เดี๋ยวแตงจะลองเข้าไปดูนะคะ
 
ขอบคุณ คุณ oranit ที่เข้ามาให้คำแนะนำคะ แตงเองก็สนใจอย่างเล่นโยคะ ดูเหมือนกัน แต่ไม่มีประสบการณ์เลย แต่ก็จะลองหาตามเวปต่างๆคะ ใช่คะบางครั้งการออกกำลัง ก็ทำให้ร่างกายเราแจ่นใสขึ้นบ้าง แตงก็ลองดูอยู่ครั้งสองครั้ง แต่ก็ไปไม่รอดคะ แต่ก็จะพยายามจัดตารางีวิตตัวเองดูคะ หุหุ
Sky na een regenbui.
Back to Top
Bud View Drop Down
Groupie
Groupie
Avatar

Joined: 30 Nov 2009
Online Status: Offline
Posts: 56
Post Options Post Options   Quote Bud Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 17 May 2010 at 02:06 - IP: 98.237.177.250 IP Information

ตอนนี้ก้อเป็นเหมือนกันค่ะ อารมณ์แปรปรวน โมโหง่าย ไม่อยากคุยโทรศัพท์ ไม่อยากพูดกับใครทั้งนั้น

รอยยิ้มให้หายไป แฟนก้อบ่น และงงเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกะเรา
 
พยายามนั่งทบทวนว่าสองสามวันเกิดอะไรขึ้น เลยคิดได้ว่า คงเป็นเพราะเบื่อที่เพื่อนบางคนโทรมาบ่นเรื่องปัญหาตัวเองให้ฟังทุกวัน ไม่ใช่คนเดียวหลายคน ในเวลาเดียวกัน
ส่วนอีกคนก้อเป็นปัญหาใหญ่หนักหน่วง โดยที่เราไม่อยากเข้าไปยุ่ง เพราะมีแต่ปัญหา และเรื่องยุ่งๆๆมาให้
จนคุณแฟน บอกให้เลิกคบ เพราะคบเค้ามีแต่ปัญหามาให้ เพราะเค้าเองชอบทำตามอารมณ์ตัวเอง ไม่ใช้เหตุผลในการทำ ปัญหาเลยเกิดจากเค้า มีแต่ปัญหาคนอื่นเข้ามาให้รับรู้ หลายคนจัง แต่ไม่ได้เข้าไปแก้กะเค้าหรอก แค่รับฟัง เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวเค้า ให้เค้าตัดสินใจเอง ไม่อยากยุ่ง
 
แล้วที่หนักคงเห็นข่าวเมืองไทย มีคนตาย นั่นล่ะ ความเสียใจ เศร้าใจเกิดขึ้นทุกวัน เปิดคอมเช็คข่าวตลอด ว่าจะไม่ดู เปิดทีวีดู ดันข่าวที่นี่ออกของเมืองไทยอีก เซ็งเลย
 
ตอนนี้พยายามทำให้จิตใจฟื้นอยู่ค่ะ โดยการไม่รับโทรศัพท์ ไม่คุยกะเพื่อนที่เล่าแต่ปัญหาให้ฟังมากๆๆๆ
 
คงซักพักให้ใจมันดีขึ้นกว่าเดิม ค่อยว่ากันอีกที ก้อรักเพื่อนนะ แต่ว่า หลายคนเกิน ปวดหัว แฟนเค้ายังเคยเรียกว่า ด๊อกเตอร์เลย 5555
 
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้ด้วยนะคะ ลองทบทวนเหตุการณ์ก่อนหน้าเราจะซึมเศร้าดูว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วพยายามแก้ที่ตัวเองค่ะ เนี่ยก้อน้ำหนักลดเหมือนกัน แต่ก้อพยายามหาทำอะไรทานที่เป็นของโปรดเรา หรือไปออกกำลังกายก้อได้ เนี่ยตีแบต กะตีให้มันสะใจไปเลย จะได้รู้สึกดีขึ้น
 
สู้ๆๆๆนะคะ
 
Back to Top
ammeeya View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 25 Nov 2009
Location: Germany
Online Status: Offline
Posts: 967
Post Options Post Options   Quote ammeeya Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 17 May 2010 at 02:58 - IP: 88.215.87.147 IP Information

ดิสเฟอเรนเชียลโรค ด้วยระยะเวลา ว่าช่วงระยะนึง

หรือกินเวลาหลายเดือน ถึงจะวิวิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า
ตอนนั้นคงต้องพึ่งยา
แนะนำอย่าปล่อยไว้นาน  อย่างน้อยคุณยังพอรู้ตัวว่าช่วงนี้ไม่ปกติ
(อาการแบบนี้สามารถเกิดได้กับทุกคนค่ะ แต่ปกติจะไม่นาน)
Back to Top
Frau.k View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 12 May 2010
Location: Germany
Online Status: Offline
Posts: 3070
Post Options Post Options   Quote Frau.k Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 17 May 2010 at 04:06 - IP: 109.192.135.50 IP Information

คุณแตงพึ่งมาอยู่หรือเปล่าไม่แน่อาจอยู่ในช่วงปรับตัว อาการคล้ายกับเราช่วงแรก ๆ นะ แต่เราน้ำหนักขึ้นค่ะเพราะหมกอยู่แต่ในครัวมันเหมือนเป็นที่ของเรา แล้วกินๆๆๆๆๆ อย่างเดียวรู้ตัวค่ะว่าไม่หิวแต่รู้สึกหดหู่ กดดัน เหงา ก็เลยกินๆ ๆๆ ผลคือน้ำหนักขึ้นจาก ๓๖ เป็น ๓๙ ในเดือนเดียวอยู่เมืองไทยไม่กินของหวานมานี่กินช็อคโกแลคเยอะมากกกกก นั่งอยู่ดี ๆ น้ำตาก็ไหลรู้สึกว่ามันอ่อนไหวผิดปรกติ อะไรนิดหน่อยน้ำตาก็หยดแหมะ แหมะ  แต่ดีอย่างที่เราไม่ได้อยู่กับพ่อแม่สามี คุณเชื่อไหมว่าเรารักสามีเรามาก แต่เวลาที่เรามีความสุขที่สุดคือเวลาที่เราอยู่คนเดียว พูดคนเดียว ร้องเพลงคนเดียว อ่านหนังสือเงียบๆ ที่นี่มีอะไรกดดันมากมายเรื่อวภาษา การกิน อากาศ ตอนแรก ๆ เราต่อต้านทุกอย่างสามีบอกว่าบ้านของเธอคือที่นี่ ไม่ใช่ที่เมืองไทยอีกต่อไปแล้ว เธอจะต้องอยู่ที่นี่ พอหลังๆ เราเริ่มผ่อนคลายและคิดตามว่าเราจะทำยังไงให้เราอยู่ที่นี่ได้อย่างสบาย ก็เลยรู้สึกดีขึ้นไม่ค่อยอ่อนไหวง่ายเหมือนเมื่อก่อนเท่าไหร่ หลินว่าทุกอย่างมันอยู่ที่ใจเรานะ ยิ่งผ่อนคลายและปล่อยวางเท่าไหร่ยิ่งดีแก่ตัวเราเอง ซึ่งตัวหลินเองก็กำลังพยายามอยู่เหมือนกัน

Back to Top
kwansuda View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 22 Mar 2010
Location: USA
Online Status: Offline
Posts: 122
Post Options Post Options   Quote kwansuda Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 17 May 2010 at 04:39 - IP: 72.253.102.228 IP Information
ปรึกษาแพทย์ค่ะ อย่าอาย ชวนแฟนไปด้วย จะได้รู้แนวทางการรักษาค่ะ
Back to Top
w_mim View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 25 Mar 2010
Online Status: Offline
Posts: 130
Post Options Post Options   Quote w_mim Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 17 May 2010 at 04:42 - IP: 82.37.249.115 IP Information
หวัดดี ค่ะ คุณแตง ช่วงนี้อาการดีขึ้นหรือยังค่ะ ส่วนตัวแล้วก็เป็นเหมือนกัน แต่ไม่มีอาการน้ำหนักลด เพราะสิ่งที่หายลืมได้ก็คือทำกับข้าวค่ะ เริ่มมีอาการเหมือนคุณแตงประมาณสองเดือนแล้ว แฟนก็สังเกตตลอด คอยถามตลอดเพราะมิ้มหงุดหงิดง่าย แต่ตอนนี้เริ่มไปออกกำลังกายค่ะ ช่วยให้นอนหลับช่วงกลางคืน แต่ก็ต้องใช้เวลาน่ะค่ะ ส่วนคนที่ช่วยได้ดีที่สุดคือแฟนค่ะ บอกเค้าไปเลยว่าเราเป็นอะไร ตอนแรกมิ้มก็ทะเลาะกัน ด้วยความที่คนละภาษา บางทีการอธิบายอาจจะไม่เข้ากันได้ทุกอย่าง แต่ก็ต้องพยายามน่ะค่ะ เพราะไม่งั้นชีวิตคู่คงไปกันไม่รอด หลังจากได้นั่งคุยปัญหากับแฟนแล้ว ก็เริ่มคลายความหงุดหงิด ความเครียดได้บ้าง แต่ไม่ทั้งหมดน่ะค่ะ ของแบบนี้ต้องใช้เวลา แต่ถ้ามิ้มยังไม่ดีขึ้นก็คิดไว้แล้วค่ะ ว่าจะไปคุยกับจิตแพยท์  บางทีเค้าอาจจะช่วยเราได้ เป็นกำลังใจให้น่ะค่ะ
Back to Top
Mata View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 29 Dec 2009
Online Status: Offline
Posts: 1689
Post Options Post Options   Quote Mata Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 17 May 2010 at 05:34 - IP: 118.90.19.72 IP Information
หวัดดีเจ้าของกระทู้ อายุก็มีส่วนสำคัญคะ "วัยหมดประจำเดือน"
เรียกง่ายวัยทอง เดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อน อารมณ์แปรปรวน แถมซึมเศร้า
ขาดความสุขในชีวิต แต่ถ้าอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ไปหาหมอนะคะ



Back to Top
nartlada View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 21 Feb 2010
Location: new zealand
Online Status: Offline
Posts: 3685
Post Options Post Options   Quote nartlada Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 17 May 2010 at 05:55 - IP: 124.198.159.36 IP Information
Originally posted by Mata

หวัดดีเจ้าของกระทู้ อายุก็มีส่วนสำคัญคะ "วัยหมดประจำเดือน"
เรียกง่ายวัยทอง เดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อน อารมณ์แปรปรวน แถมซึมเศร้า
ขาดความสุขในชีวิต แต่ถ้าอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ไปหาหมอนะคะ
เข้าใจโรคนี้ดีนะ สงสัยเข้าข่ายใช่ไหมหนูมาตาLOLLOLLOL


Back to Top
SA_Bel View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 07 May 2010
Location: Belgium
Online Status: Offline
Posts: 1347
Post Options Post Options   Quote SA_Bel Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 17 May 2010 at 14:21 - IP: 84.194.179.85 IP Information
หวัดดีค่ะคุณแตง ช่วงนี้อารมณ์ดีขึ้นบ้างยังค่ะ คุณแตงควรคุยเรื่องนี้กับแฟน ควรให้เขารู้ด้วยค่ะว่าเราคิดยังไง ส่วนตัวสาเองก็เป็นเหมือนกันค่ะ อย่างว่านะคะ เรามาอยู่ต่างถิ่น แตกต่างจากบ้านเมืองเราทุกอย่าง ต้องปรับตัวใหม่หมด อย่างสามาใหม่ๆก็มีความสุขดีค่ะ ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งรอบข้าง แต่พออยู่ๆไปเริ่มเบื่อ เซ็ง กับสภาพเดิมๆ อยู่แต่ในบ้าน ออกไปไหนไกลๆคนเดียวไม่ได้เพราะกลัว ยิ่งอยู่เมืองเล็กๆไม่มีร้านค้าให้ได้เดินดูของสวยๆงามเลย ยิ่งน่าเบื่อ หลังจากคลอดลูก อาการยิ่งหนักกว่าเดิมอีกค่ะ มีภาระต้องเลี้ยงลูก เป็นแม่บ้าน รู้ว่าตัวเองอารมณ์หงุดหงิดง่ายมาก เบื่อหน่าย ทะเลาะกับแฟนบ่อยมากๆ กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่แฟนก็ดีเข้าใจเรา พยายามช่วยเลี้ยงลูกเวลาที่ไม่ได้ไปทำงาน พอเราบอกอยากออกไปเที่ยว ไปเดินข้างนอกก็จะพาไปทันทีที่เราบอกอยากไป แต่พอไปก็ไม่มีความสุข ไม่สนุกเลยค่ะ อยากกลับบ้าน พอกลับมาบ้านก็อยากออกข้างนอกอีกค่ะ สุดท้ายแฟนทนกับสภาพอารมณ์แบบนี้ไม่ไหวเลยพาไปหาหมอส่วนตัว แต่ไม่ใช่หมอจิตแพทย์ค่ะ เราก็เล่าอาการของเราให้หมอฟัง หมอบอกว่าเป็นอารมณ์ซึมเศร้าหลังคลอดค่ะ หมอก็สั่งยาให้ หลังจากทานยา อารมณ์ก็ดีขึ้นค่ะ สาแนะนำคุณแตงควรไปหาหมอนะคะ อย่าปล่อยไว้นาน เพราะสภาพอารมณ์ของเราแบบนี้กระทบกับชีวิตครอบครัวเราด้วยค่ะ ยังไงก็เอาใจช่วยนะคะ พยายามคิดแง่บวกไว้ค่ะ 
มีเพื่อนดีมีหนึ่งถึงจะน้อย ดีกว่าร้อยเพื่อนคิดริษยา
Back to Top
kaideakin View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 26 Dec 2009
Online Status: Offline
Posts: 819
Post Options Post Options   Quote kaideakin Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 17 May 2010 at 14:46 - IP: 2.98.174.166 IP Information
ตอนมาใหม่ ๆ ก็เป็นเหมือนกัน  นี่เราจะ กิน นั่ง นอน ยืน เดิน 6 เดือน อากาศก็หนาว  อาหารไทยก็เเำำพง  ช่างน่าเบื่อจริง ๆ แต่ก็ยังดีที่มีน้องหมาอยู่ด้วย  พอหายเหงาบ้าง  คิดถึงเมืองไทย
Back to Top
sathi View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 30 Jan 2010
Location: Belgium
Online Status: Offline
Posts: 268
Post Options Post Options   Quote sathi Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 17 May 2010 at 14:53 - IP: 84.198.2.121 IP Information
สวัสดีคะคุณBud  คุณก็มีอาการคล้ายกับดิฉันนะคะ แต่ดิฉันติดตรงที่ว่า ปวดหัวทั้งวันเป็นเวลาสองอาทิตย์กว่าๆคะ แฟนก็ถามอยู่ว่าจะไปหาหมอไหม แต่ดิฉันก็บอกเค้าไปว่า รอนิดหน่อย ถ้าอีกอาทิตย์หนึ่งไม่หาย จะไปหาหมอคะ และอีกอย่างกลัวเป็นโรคไมเกรณ (สะกดถูกหรือเปล่าไม่รู้)
เช้านี้ตื่นขึ้นมา หงุดหงิดเหมือนเดิม ปวดหัวเหมือนเดิม ไม่อยากไปไหน แต่ต้องไปเรียนสังคมศึกษาของที่นี่ พยายามแต่งตัว แต่งหน้าให้ดูสดื่น แต่ก็เป็นเพียงภายนอก แต่ภายในเศร้าหมอง ดิฉันไม่มีปัญหาอะไรนะคะ ทุกอย่างดีทั้งครอบครัวที่เมืองไทย และที่นี่ แต่ดิฉันต้องคิดดูว่าทำไมดิฉันถึงเป็นอย่างนี้ เมื่อกี้ก็ทำหงุดหงิดกับแม่ย่าไป แต่ดีที่แกไม่พูดอะไรกับ ทั้งๆที่แกเป็นห่วง
 
ขอขอบคุณ คุณammeeya  คุณkwansuda สำหรับคำแนะนำคะ ดิฉันว่าถ้าใครเจอสภาวะ อย่างดิฉันตอนนี้ คงไม่รู้จะทำอะไรดี เพราะ สมองเหมือนไม่ทำงานคะ แต่ดันไปทำงานอย่างอื่น คิดเรื่องไม่ป็นเรื่อง จนทำให้ปวดหัว
 
สวัสดีคะคูณw_mim   อาการยังไม่ดีขึ้นเลยคะ ยังเหมือนเดิม แต่วันนี้จะต้องออกไปเรียนสังคมศึกษาที่นี่ ได้ไปเจอเพื่อนไทยบ้างคะ เผื่อจะได้พูดคุยกับพี่ๆในห้องเรียน และอาจจะทำให้ความซึมเศร้าแตงบรรเทาลงบ้างคะ
 
สวัสดีคะ คุณมาตา  คุณnartlada  แตงอายุกำลังจะ ๒๕ ปีคะ ยังไม่เข้าไวทอง แต่หรือว่า มันเป็นสัญญาเตือนคะLOL วันนี้แตงจะพยายามทำตัวให้ร่าเริงสดใสคะ จะได้ออกนอกบ้านแล้ว และในบ้านก็ไม่มีใคร มีแต่หมากับแตงคะ
 
สวัสดี คุณสา แตงมาอยู่ที่นี่ได้จะเจ็ดเดือนแล้ว แต่ยังปรับตัวไม่เข้ากะที่นี่คะ แล้วเจ้าตัวเล็กเป็นยังไงบ้างคะ คงน่ารัก น่าชัง น่าดู อยากมีเหมือนกันคะ แต่ขอให้ผ่านเวลาช่วงนี้ไปก่อน อะไรยังไม่ลงตัว แตงต้องขอบคุณ คุณมากๆนะคะ ที่เข้ามาแชร์ ความคิดเห็นคิด
 
 
Sky na een regenbui.
Back to Top
toey View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 24 Feb 2010
Location: Thailand /Wales
Online Status: Offline
Posts: 683
Post Options Post Options   Quote toey Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 18 May 2010 at 10:59 - IP: 118.175.125.54 IP Information
อยากมาแชร์อารมร์ความเครียดด้วยคนค่ะ
ตอนนี้รู้สึกแย่กับตัวเองมากๆ เลย  เครียดค่ะ หลายอย่างเลย
เริ่มตั้งแต่
1.กลับจากอังกฤษมาตั้งแต่เดือนกุมภา แล้วได้งานใหม่ ซึ่งเป็นพนักงานชั่วคราว จากที่เคยได้ 6พัน 7พัน ตอนนี้ได้เงินเดือน 4 พันกว่าบาท
2.เรื่องความไม่เท่าเทียมของที่ทำงาน อาจจะปนความอิจฉาที่ว่าทำไมเราไม่ได้เงินล่วงเวลา เหมือนคนอื่น ทั้งที่บางคนเริ่มงานทีหลังเรา
3.เรื่องที่ต้องอยู่ห่างจากแฟน บางทีก็ทำใจได้ บางทีมันอยากจะบินไปหาซะเด๋วนั้นเลย
4.เครียดกลัวไม่ได้กลับไปหาแฟน เพราะปัญหาการเมืองทำให้สถานทูตปิด ๆเปิดๆ
5.เครียดเรื่องเงินไม่พอใช้
6.ปัญหาส่วนตัวคั่งข้างมานาน สะสมมาเรื่อยกับพี่สาวที่อยู่ด้วยกัน แต่จำเป็นต้องอยู่ เพราะไม่อยากกลับไปอยู่บ้านเฉยๆ ไม่มีเงินเดือนใช้เป็นของตัวเอง
 
ความรู้สึกตอนนี้เหมือนอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ จะเดินไปไหนก็ไม่ได้   อยากจะทำอะไรใหม่ๆ ก็ไม่ได้  เหมือนชีวิตนี้ถูกปิดกั้น ไม่มีทางเลือกเป็นของตัวเอง  เหมือนถูกกำหนดทางเลือกของชีวิตในแต่ละวันโดยคนอื่น  อยากหางานใหม่ก็ไม่ได้ เพราะอีกไม่กี่เดือนก็จะเตรียมเอกสารขอวีซ่ากลับอังกฤษ แฟนเลยไม่อยากให้ย้ายไปไหน   ทำงานแต่ละวันก็ช่างน่าเบื่อ บางวันก็ว่างซะเหลือเกิน  พอมีงานมาก็ต้องตะครุบงานกันทำ  คนล้นงาน
พอเรานั่งเล่นเน็ตก็ถูกพี่สาวติติงว่าอย่าเล่นเช้ามากนัก เด๋วน้องๆ ในออฟฟิศจะเอาไปพูดไม่ดี(ที้งที่ไม่มีงานให้เราทำ ก็นั่งตาลอยไปวันๆ )
ถูกบังคับให้ไปกินข้างบ้านเพื่อนพี่สาว ทั้งที่เราไม่อยากไปเลย อยากอยู่บ้านคุยกับแฟน หรือบางครั้งไม่อยากออกไปเพราะเราอยากอยู่เงียบๆคนเดียวมากกว่า  เวลาไปบ้านเพื่อนของพี่สาวก็ถูกใช้เหมือนเราเป็นเด็กรับใช้ เหมือนเราเป็นทาส ไม่ชอบให้ใครมาสั่ง ไม่ชอบให้ใครมากดหัวใช้
สภาพสังคมที่เปลี่ยนไป คิดถึงเพื่อนที่ทำงานเก่า
ทำไมชีวิตมันยุ่งยากอย่างนี้น๊อ บางทีก็อยากร้องไห้ แน่นหน้าอก เจออะไรกระทบนิดเดียวก็น้ำตาแตก  อารมณ์แปรปรวนเร็วมาก โกรธง่าย ร้องไห้ง่าย  จนรู้สึกว่าทำไมเราอ่อนแอจังเลย  บางทีเป็นการทำให้แฟนเสียกำลังใจไปด้วย  รู้สึกแย่มากๆ เลยค่ะ
 
Back to Top
Mata View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 29 Dec 2009
Online Status: Offline
Posts: 1689
Post Options Post Options   Quote Mata Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 18 May 2010 at 11:52 - IP: 118.90.19.72 IP Information
Originally posted by nartlada

Originally posted by Mata

หวัดดีเจ้าของกระทู้ อายุก็มีส่วนสำคัญคะ "วัยหมดประจำเดือน"
เรียกง่ายวัยทอง เดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อน อารมณ์แปรปรวน แถมซึมเศร้า
ขาดความสุขในชีวิต แต่ถ้าอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ไปหาหมอนะคะ
เข้าใจโรคนี้ดีนะ สงสัยเข้าข่ายใช่ไหมหนูมาตาLOLLOLLOL




Yes madam Tak!!!
Back to Top
thitiporn phasuk View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 11 Feb 2010
Location: Germany
Online Status: Offline
Posts: 343
Post Options Post Options   Quote thitiporn phasuk Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 18 May 2010 at 13:15 - IP: 82.82.76.0 IP Information
หวัดดีจ๊ะพี่แตงเมื่อก่อนพอนก็เป็นรู้สึกเบื่อชีวิตพี่แตงไม่ลองออกไปเดินเล่นไปช็อปปิ้งบ้างดีมัยเมื่อก่อนพอนอยู่แต่ในบ้านเพราะยังไม่กล้าออกไปไหนไม่รู้จักสถานที่ไม่รู้จักใครพอไปเรียนมีเพื่อนก็หายเหงาไปนิดนึงแต่ตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่ใหม่ไม่มีเพื่อนเลยแต่มีลูกคอยทำให้พอนรู้สึกดีบางทีก็พาลูกไปเดินเล่นบ้างนั่งเล่นคอมบ้างไปเลื่อยเรื่องเก่าๆที่ผ่านมาแล้วก็อย่าไปเก็บมาคิดมากเลยคะบางเรื่องมันผ่านมาแล้วเราทำพลาดไปหรือคิดว่าไม่น่าเป็นแบบนั้นแบบนี้เลยอะทั้งหมดเราไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้นอกซะจากต้องทำวันนี้และวันข้างหน้าให้ดีกว่าที่ผ่านๆมาพอนคนนึงชอบเก็บมาคิดเหมือนกันโดยเฉพาะเรื่องเพื่อนเก่าๆทำมัยเป็นแบบนี้นะทำมัยเค้าพูดแบบนี้นะทำมัยต้องทำให้เราเสียความรู้สึกอะไรประมานเนี้ยเรื่องครอบครัวก็มีทุกคนล้วนแล้วแต่มีเรื่องราวที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ลืมๆบ้างก็ดีนะคะจะได้ไม่ทำให้เราเครียดมากไปSmileSmileSmileSmileSmileSmile
Back to Top
sathi View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 30 Jan 2010
Location: Belgium
Online Status: Offline
Posts: 268
Post Options Post Options   Quote sathi Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 19 May 2010 at 04:10 - IP: 84.198.2.121 IP Information
สวัสดีคะคุณtoey  
ดิฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณดีคะ เพราะว่าช่วงเวลานั้นของดิฉันเคยผ่านมาแล้ว เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงทดสอบความอดทนเราคะ
๑. ต้องอดทนกับการรอคอย ที่จะได้กลับไปอยู่ใกล้ชิดกับคนที่เรารัก และช่วงนั้นมันเป็นช่วงที่ เวลาช่างนานแสนนาน ทั้งๆก็แค่ไม่กี่เดือน แต่คนที่ตั้งตารออยู่ ก็คิดว่ามันนาน ดิฉันต้องรอนานมากตั้งหกเดือนคะ
 
๒. เรื่องงาน เราไม่มีทางเลือกมาก ถ้าเลือกงาน ก็จะไม่มีงานทำ เปลี่ยนงานบ่อย ก็มีผลกระทบกับใบรับรองงาน ที่เราต้องได้ใช้ยื่นกับการขอวีซ่า (บางคน) แต่ของแตงเลือกที่ไม่ทำงานไกลบ้านคะ แต่อยากบอกว่าได้เงินเป็นรายวันคะ เพราะอยู่บ้านนอกคะLOL และค่าใช้จ่ายถูกคะ บ้านก็ไม่ต้องเช่า
 
๓. ความคิดจากการเปรียบเทียบระหว่างตอนอยู่เมืองนอก และกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทย เพราะเราได้มารู้มาเห็นการใช้ชีวิตที่นี่ และค่าของเงิน การหารายได้ที่นี่ เรารู้ว่าได้เงินเยอะ พอเรากลับไปเมืองไทย ทำงานทั้งเดือนได้เงินเดือนน้อย มันรู้สึกท้อใจไม่อยากทำ อยากมาหางานทำที่นี่ แต่ค่าครองชีพมันก็ต่างกันมากๆ อย่างที่เราได้รู้กันคะ (ความคิดส่วนตัวคะ)
 
๔. เครียดเรื่องเงินไม่พอใช้  แตงเข้าใจคุณคะ เงินเดือน สี่พันกว่า ถือว่าน้อยมากนะคะ ถึงแม้ว่าจะอยู่ที่บ้านนอกก็ตาม ไหนค่ากิน ค่าเดินทาง หลายๆอย่าง ขนาดแตงเมื่อก่อนทำงานไปด้วย แฟนส่งให้ด้วย ยังไม่มีเก็บเลยค่า ใช้ชนเดือนต่อเดือนคะLOL
เรื่องนี้ให้คำแนะนำไม่ได้มาก นอกจากอ้อนขอจากแฟนคะLOL (นี้ก็แล้วแต่บุคคลนะคะ)
 
แตงก็ขอเป็นกำลังใจให้คุณผ่านไปได้ด้วยดีนะคะ  และก็โชคดีคะ
Sky na een regenbui.
Back to Top
sathi View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 30 Jan 2010
Location: Belgium
Online Status: Offline
Posts: 268
Post Options Post Options   Quote sathi Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 19 May 2010 at 04:19 - IP: 84.198.2.121 IP Information
หวัดดีจ้า น้องพอน หายไปนานเลยนะ
วันนี้พี่ไปเรียนสังคมศึกษาที่นี่มา วันนี้รู้สึกว่าอารมณ์ดีมากขึ้นนะ เพราะเจอเพื่อนๆคนไทยตั้งสิบกว่าคนคะ เราได้พูดภาษาไทยเกือบทั้งวัน ได้กินอาหารไทยอร่อยๆ จากเพื่อนร่วมห้องด้วยคะ กลับมาบ้าน ไม่มีใครอยู่ พ่อแม่สามีไปท่องเที่ยว ก็เลยมีโอกาศได้อยู่คนเดียวภายในบ้าน ได้ทำอะไรที่เราไม่เคยทำ เช่นให้อาหารไก่ , ปลา ตอนนี้พี่รู้แล้วว่า ถ้าพี่ได้เปลี่ยนทำอะไรใหม่ๆ มันทำให้ชีวิตพี่สดชื่นขึ้นBig smile  แต่รอดูว่าถ้าพ่อแม่เค้ากลับมา จะเป็นแบบเดิมหรือเปล่า ถ้าเป็น ทีนี้ก็รู้เลยว่าตัวพี่ปวดหัวมาจากอะไรLOL    
แล้วน้องพอนเป็นไงบ้างจ๊ะ เมาแต่เรื่องตัวเองลืมถามเลย เจ้าตัวเล็กกี่เดือนแล้วเนี่ย จำไม่ได้ ขอโทษนะTongue
ยังไง pm มาหาบ้างนะจ๊ะ
Sky na een regenbui.
Back to Top
kwansuda View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 22 Mar 2010
Location: USA
Online Status: Offline
Posts: 122
Post Options Post Options   Quote kwansuda Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 19 May 2010 at 04:26 - IP: 208.54.4.40 IP Information
เคยอ่านหนังสือที่อเมริกา เรื่องโรคซึมเศร้า ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสมดุลของสารเคมีในสมองค่ะ การรักษาแบบโบราณ การออกกำลัังการ โยคะ ช่วยได้เยอะมาก ตอนนี้ตัวเองก็หมั่นออกกำลังกายอยู่เมื่อมีเวลาว่าง ทำให้ช่วยได้เยอะค่ะ กินได้ นอนหลับ และลดอาการคิดมาก วกไปวนมา ช่วยให้มีพลังงานสร้างสรรค์ในแต่ละวันค่ะ
Back to Top
dekkorat View Drop Down
Senior Member
Senior Member


Joined: 25 Feb 2010
Online Status: Offline
Posts: 298
Post Options Post Options   Quote dekkorat Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 19 May 2010 at 14:52 - IP: 80.101.70.17 IP Information
Avatarดีใจด้วยนะคะที่รู้สึกดีขึ้น แต่ตอนนี้อิฉันกำลังเป็นค่ะCry
[IMG]
Back to Top
sathi View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 30 Jan 2010
Location: Belgium
Online Status: Offline
Posts: 268
Post Options Post Options   Quote sathi Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 20 May 2010 at 23:17 - IP: 84.198.2.121 IP Information
ขอบคุณมากๆคะคุณkwansuda ที่ให้คำแนะนำดีๆคะ
และคุณdekkorat  แตงขอให้คุณผ่านช่วงเวลานี้ไปได้นะคะ มีอะไรเรามาเล่ากันฟังได้นะคะ จะได้ช่วยกันปวดหัวอีกหน่อยคะ LOLLOL
Sky na een regenbui.
Back to Top
dekkorat View Drop Down
Senior Member
Senior Member


Joined: 25 Feb 2010
Online Status: Offline
Posts: 298
Post Options Post Options   Quote dekkorat Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 21 May 2010 at 12:36 - IP: 80.101.70.17 IP Information
Avatarขอบคุณค่ะ น้องแตง พี่อยู่บ้านฮอลแลนด์ค่ะใกล้ๆกันBig smile
ก็เครียดเรื่องการบ้านการเมืองน่ะคไม่เป็นอันกินอันนอน จนเริ่มมีผลกระทบกับครอบครัวคือ ไม่ใส่ใจลูกกันสามีเท่าทีควร เหมือนคนไม่มีชีวิต กระทั่งเมื่อวานเริ่มมาคิดใหม่ตอนนี้เราไม่สามารถจะเปลี่ยนหรือย้อนเวลาได้อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด แล้วถ้าขืนเรายังเป็นยังงี้อยู่ครอบครัวเราก็คงจะแย่ไปด้วยCryก็เลยลุกขึ้นมาทำสวนจัดบ้านทาสีบ้านปูพรหมใหม่Big smileแล้วก็เปิดเพลงดังๆแหกปากร้องมันเข้าไป LOLวันนี้เริ่มดีขึ้นแล้วค่ะเดี๋ยวคงบ้าบอได้อีก
[IMG]
Back to Top
sathi View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 30 Jan 2010
Location: Belgium
Online Status: Offline
Posts: 268
Post Options Post Options   Quote sathi Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 22 May 2010 at 04:30 - IP: 84.198.2.121 IP Information
ใช่คะ พี่ dekkorat   บางที ที่แตงเครียดๆ แตงก็ทำอย่างพี่คะ คือเปิดเพลงฟังดังๆ และก็แหกปากร้อง จนบางครั้งพ่อแม่สามีคิดว่าเราอารมณ์ดีเกินเหตุ แต่ที่จริงๆแล้ว แล้วก็อย่างจะอารมณ์ดีไงคะ ถึงทำอย่างนี้LOL
Sky na een regenbui.
Back to Top

Forum Jump Forum Permissions View Drop Down

การแสดงความคิดเห็น (Comments)

ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับ Ladyinter
และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
Ladyinter ขอสงวนสิทธิ์ ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น

 

ข้อควรปฏิบัติในการเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น

  • ห้ามเสนอข้อความหรือเนื้อหาอันเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ หรือพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ และราชวงศ์ เป็นอันขาด
  • ห้ามเสนอข้อความหรือเนื้อหาที่ส่อไปในทางหยาบคาย ก้าวร้าว เกินกว่าที่บรรทัดฐานของสังคมจะยอมรับได้
  • ห้ามเสนอข้อความหรือเนื้อหาที่ส่อไปในทางลามก อนาจาร
  • ห้ามเสนอข้อความอันมีเจตนาใส่ความบุคคลอื่น ให้ได้รับการดูหมิ่นเกลียดชัง โดยไม่มีแหล่งที่มาของ ข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจน
  • ห้ามเสนอข้อความอันเป็นการท้าทาย ชักชวน โดยมีเจตนาก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท หรือก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น โดยมูลแห่งความขัดแย้ง ดังกล่าวไม่ใช่การแสดงความคิดเห็น โดยเสรีเช่นวิญญูชนพึงกระทำ
  • ห้ามเสนอข้อความกล่าวโจมตี หรือวิพากษ์วิจารณ์ในทางเสียหายต่อ ศาสนา หรือคำสอนของศาสนาใดๆ ทุกศาสนา
  • ห้ามใช้นามแฝงอันเป็นชื่อจริงของผู้อื่น โดยมีเจตนาทำ ให้สาธารณะชนเข้าใจผิดและเจ้าของชื่อผู้นั้นได้รับความเสียหาย หรือเสื่อมเสียชื่อเสียง
  • ห้ามเสนอข้อความอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งขึ้น ในระหว่างสถาบันการศึกษา หรือระหว่างสังคมใดๆ
  • ห้ามเสนอข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่น เช่น email address หรือหมายเลขโทรศัพท์ โดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับ ความเดือดร้อนรำคาญ ห้ามเสนอข้อความ หรือเนื้อหาอันเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้อง กับสิ่งผิดกฎหมาย หรือศีลธรรมอันดีของสังคม

 

คู่มือการใช้งาน

  1. การสมัครสมาชิก
  2. กรณี not Activation Email
  3. การตั้งกระทู้
  4. การแก้ไขกระทู้
  5. การตอบกระทู้
  6. การใส่รูป และใส่ลิงค์ ในกระทู้
  7. การใส่ VDO ของ YouTobe , Vimeo , Flash 
  8. การใช้งาน PM (Private Messenger)
  9. การใส่ signature ,  avatar
  10. การยกเลิกการเป็นสมาชิก
  11. การเปลี่ยนชื่อสมาชิก
  12. การแจ้งลบกระทู้
  13. เงื่อนไขการ ตั้งกระทู้ในห้องเปิดท้าย
  14. เมื่อลืมรหัสผ่าน เข้าใช้งาน เว็บไซต์ฯ

ติดต่อทีมงาน : editor@thaicomp.com




This page was generated in 0.477 seconds.
ติดต่อทีมงานฯ Ladyinter.com ได้ที่ editor@thaicomp.com

free counters